
กบอ.ต้องแสดงฝีมือ
กบอ.ต้องแสดงฝีมือ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 5 ส.ค.2556
แม้จนถึงขณะนี้เรียกได้ว่า ฤดูฝนในประเทศไทยเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว แต่สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆยังถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่าเขื่อนที่อยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนน้ำพุง เขื่อนสิรินธร เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนห้วยกุ่ม และเขื่อนปากมูน ปริมาณน้ำฝนไหลเข้าอ่างช่วงเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ประมาณวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ระดับน้ำในอ่างมีปริมาณ 812.52 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำใช้ได้ 237.85 ล้านลูกบาศก์เมตร แม้จะเป็นระดับน้ำที่เพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อไปสำรวจที่เขื่อนจุฬาภรณ์กลับพบว่า มีน้ำไหลเข้าอ่างเพียง 0.15 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำอยู่ในเกณ์น้อยกว่า 30% เมื่อเป็นเช่นนี้ค่าเฉลี่ยย่อมถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์
สถานการณ์ข้างต้นถือเป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้น เพราะจากสถิติปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในเขื่อนใหญ่ในภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนภูมิพล ยังคงมีระดับน้ำอยู่ปริ่มๆ หรือไม่ถึง 30% เสียด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่า ฤดูฝนปีนี้แทบจะตัดเรื่องปัญหาน้ำท่วมออกไปได้เลย เพราะเอาเข้าจริงกลับจะแล้งหนักเสียมากกว่า ยิ่งขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือน คือ สิงหาคม กันยายน และตุลาคมเท่านั้น ที่ผู้บริหารเขื่อนต่างๆ ต้องรอลุ้นกันว่าจะมีมรสุมและน้ำเติมลงอ่างสักเท่าไหร่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว การจัดลำดับความสำคัญของการบริหารน้ำในอ่างเก็บน้ำที่เหลืออย่างมากก็แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น จะต้องวางแผนกันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า หรือเพื่องานด้านการเกษตรก็ตาม
เมื่อหมดหน้าฝนในเดือนตุลาคม ก็จะเข้าช่วงเวลาของการทำนาปรังพอดี นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ต้องพึ่งพิงเขื่อนทางภาคเหนือ พื้นที่เกษตรกรรมในภาคกลางที่ต้องอาศัยเขื่อนขนาดย่อมอีกหลายแห่ง เช่นนี้แล้วจึงเห็นแนวโน้มความเป็นไปได้ค่อนข้างสู่ว่า โอกาสที่เกษตรกรทำนาปรังจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ซึ่งผลที่จะตามมาก็คือ การออกมาตรการเหมือนเช่นที่แล้วๆ มาคือห้ามชาวนาทำนาปรัง และขอให้เกษตรกรทั่วไปใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้ชาติผ่านพ้นจากวิกฤติภัยแล้ง ขณะที่ระยะเวลาที่เหลือนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2557 ยาวนานราวครึ่งปีที่ประเทศไทยจะประสบกับปัญหาภัยแล้งยาวนานที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการน้ำก็ยังดำเนินไปในสภาพ "อัตโนมัติ" มากกว่าจะเป็นกรณีพิเศษ โดยการวางมาตรการอย่างรัดกุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่จะต้องเข้ามามีบทบาทกำหนดแผนงานระยะยาวเอาไว้รองรับมากกว่าแค่การออกประกาศให้ชาวนางดทำนาปรัง หรือร้องขอให้ใช้น้ำกันอย่างประหยัด เพราะระดับน้ำที่อยู่ในขั้นวิกฤติเช่นนี้ เชื่อว่า มาตรการในแบบ "อัตโนมัติ" ไม่น่าจะเอาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารุนแรงถึงขั้นกระทบต่อน้ำบริโภค และการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้ฝากความหวังเอาไว้เพียงแค่เขื่อนใหญ่ในภาคตะวันตกเท่านั้น



