คอลัมนิสต์

'ปรองดอง'วาทกรรมทางการเมือง

'ปรองดอง'วาทกรรมทางการเมือง

04 ส.ค. 2556

'ปรองดอง'วาทกรรมทางการเมือง : บทบรรณาธิการประจำวันที่4ส.ค.2556

         การออกมาเปิดแผนสร้างความปรองดองให้แก่คนในชาติของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อค่ำวันที่ 2 สิงหาคม จุดประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง หลังกลุ่มที่ออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ประกาศเคลื่อนไหวใหญ่ในวันที่ 4 สิงหาคม จนรัฐบาลต้องงัด พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ขึ้นมาประกาศใช้ระหว่างวันที่ 1-10 สิงหาคม ใน 3 เขต ได้แก่ พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย ดุสิต โดยอ้างเพื่อรักษาความสงบในบ้านเมือง

         แม้เจตนาในแถลงการณ์จะมีจุดประสงค์ให้เกิดความสมานฉันท์ในบ้านเมืองก็ตาม แต่เนื้อหาบางตอนที่บอกอย่างสวยหรูตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อให้เกิดการปรองดองขึ้นในชาติด้วยความสร้างสรรค์จริงใจ แต่ก็น่าเสียใจที่มีบุคคลบางกลุ่มกลับไปเคลื่อนไหวบนท้องถนนแสดงออกไม่ยอมรับกติกาของประชาธิปไตย มีการยั่วยุกระตุ้นเพื่อนำไปสู่การล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เรียกร้องให้มีการใช้ความรุนแรงนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร ดูเหมือนจะเป็นการสร้างความแตกแยกประเภทดีใส่ตัวชั่วโยนคนอื่น และบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างเห็นได้ชัด
 
         รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้งว่า จะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดีและมีบทบาทสำคัญในวิกฤติความขัดแย้งในประเทศอยู่ในขณะนี้กลับเมืองไทย ด้วยการเร่งออกกฎหมายนิรโทษกรรม กฎหมายปรองดอง อานิสงส์ไปถึงแกนนำคนเสื้อแดง พวกที่เผาบ้านเผาเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นของแผ่นดินจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท รวมถึงการยึดอำนาจองค์กรอิสระ ปูพื้นฐานในการแต่งตั้งโยกย้าย แทรกแซงทุกองคาพยพที่จะก่อประโยชน์ให้แก่พวกพ้องอย่างไม่เกรงสายตาใคร

         การหาทางออกทางการเมืองด้วยวิธีการเจรจาหรือระดมสมองผ่าทางตันทางการเมืองถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีที่เชิญชวนกลุ่มคนทุกสีทุกฝ่ายทั้งนักการเมือง องค์กรอิสระ นักวิชาการ มาร่วมปฏิรูปการเมืองเพื่อออกแบบประชาธิปไตยของประเทศให้เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศนั้น อาจถูกมองว่าเป็นเพียงวาทะสวยหรูที่รัฐบาลปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองเพื่อผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผ่านสภา โดยใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงเป็นเครื่องในการปูทาง และเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่เคลื่อนไหวต่อต้านก็เป็นได้

         หากยังจำกันได้ แนวทางดังกล่าวมีการพูดกันมาตลอด 7 ปี และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุดมาก เพื่อระดมความเห็น แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่เคยฟังข้อเสนอแนะเหล่านี้ หนำซ้ำยังมีการปิดบังซ่อนเร้นเนื้อหา นำแต่ส่วนที่จะเป็นผลประโยชน์แก่ตัวเอง พวกพ้อง จุดประกายให้เกิดความขัดแย้งในชาติมาตลอด นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การพูดคุยกันดีกว่าเล่นการเมืองข้างถนน แต่การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่คุกคามกลุ่มที่เห็นต่าง หรือแม้กระทั่งองค์กรศาล นายกรัฐมนตรีกลับเพิกเฉยเช่นเดียวกับการหลีกหนีการตอบกระทู้ในสภา เมื่อผู้นำขาดความจริงใจ การแก้ไขปัญหาหรือการปฏิรูปการเมืองจะสำเร็จได้อย่างไร เป็นแค่เพียงวาทกรรมที่นำมาอ้างค้ำยันให้รัฐบาลหาความชอบธรรมให้ตัวเองก็เท่านั้น