คอลัมนิสต์

ก่อนจะตีกันห่วงกระเป๋าตังค์ก่อน

ก่อนจะตีกันห่วงกระเป๋าตังค์ก่อน

02 ส.ค. 2556

ก่อนจะตีกันห่วงกระเป๋าตังค์ก่อน : กระดานความคิด โดยทองแถม นาถจำนง http://www.oknation.net/blog/thongtham

           ในเมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว เศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออกอย่างมากถึง 70%  จึงจะยังอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อไปอีกนาน

         กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขส่งออกเดือนมิถุนายนนี้ ลดลง 3.38% โดยเฉพาะสินค้าเกษตรลดลงมากที่สุด ปัญหาในไตรมาส 3 นี้ เรื่องสำคัญก็คือปัญหาเศรษฐกิจจีนชะลอตัวดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วนั่นเองปัญหาเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 สรุปได้ดังนี้

ปัจจัยภายนอกประเทศ

         1.การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน บวกกับภาระตึงตัวของสินเชื่อ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลจีนชุดปัจจุบัน ที่ต้องการจะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะสมดุล ไม่เน้นการเติบโตที่มากเกินไป หลายๆ ธุรกิจในจีนเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง

         เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ทำให้ความต้องการสินค้านำเข้าลดลง ซึ่งจีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย ตัวเลขอัตราการเติบโตของการส่งออกจากไทยไปจีนจึงเริ่มติดลบ

         วิกฤติหนี้ในจีนอาจจะรุนแรงมากขึ้น ความเสี่ยงของการล่มสลายของสินเชื่อส่วนบุคคล และของรัฐบาลท้องถิ่นที่ใช้เงินไปลงทุนในโครงการที่ไม่คุ้มค่ามากมาย

         นโยบายด้านเศรษฐกิจของจีนที่ใช้มาตั้งแต่เริ่มเปิดประเทศในปี 2521 ซึ่งทำให้ประเทศจีนกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกซึ่งดูดทรัพยากรของโลกมาใช้อย่างมากมายคงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้วเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นได้ การที่ทางการจีนระงับมาตรการอัดฉีดสินเชื่อเข้าสู่ระบบเพื่อลดปัญหาการผลิตส่วนเกินที่มากเกินไป

         2.การลดเม็ดเงินของมาตรการ Q.E. ของ FED ซึ่งคาดกันว่าจะเริ่มทยอยลดลงในเดือนกันยายนนี้ แล้วจะยกเลิก Q.E.ในกลางปีหน้า โดย FED มั่นใจว่าอัตราการว่างงานของชาวอเมริกันจะลดลงเหลือ 6.5% ภายในสิ้นปีหน้า การลดเม็ดเงินในมาตรการ Q.E. ย่อมจะทำให้ทุนในตลาดมีน้อยลง

         ในเดือนมกราคมปีหน้า ประธาน FED นายเบน เบอร์นันเก้ ก็จะลงจากตำแหน่ง และประธานาธิบดีบารัก โอบามาก็ได้ประกาศไปแล้วว่าจะไม่ต่ออายุให้ จึงคาดกันว่า คงจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใน FED

ปัจจัยในประเทศ

         1.การส่งออกเติบโตลดลงมาก ต่ำกว่าที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้ทำให้มีการปรับการคาดการณ์การส่งออกปีนี้ว่าอาจจะโตเพียง 3-5% เท่านั้น ถึงแม้ว่าค่าเงินบาทจะอ่อนตัวลงมา แถว 31 บาทกว่าต่อดอลลาร์แล้วก็ตาม

         2.อัตราการเติบโตของจีดีพีไทย ไตรมาสที่ 1 ต่ำกว่าที่คาดไว้ ตัวเลขส่งออกที่แย่และการบริโภคภายในประเทศก็เติบโตลดลง โครงการรถคันแรกทำให้คนไทยเป็นหนี้มากขึ้น จึงต้องลดการบริโภคลง ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ก็มีผลกระทบไปด้วย หลายหน่วยงานมีการปรับคาดการณ์เติบโตของจีดีพีไทย จากเดิมเฉลี่ย 4.80-5.30% เป็น 3.80-4.70%

         3.ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยประจำเดือนมิถุนายนของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อยู่ที่ระดับ 81.60% ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 6 เดือน สะท้อนถึงความกังวลต่อเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 2 จีดีพีไทยอาจโตเพียง 2-3%

         4.เมื่อเปิดสภาผู้แทนราษฎร กฎหมายนิรโทษกรรม การแก้รัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของวุฒิสมาชิกและ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะเป็นปัญหา จนหวั่นเกรงกันว่าอาจจะเกิดความรุนแรงระหว่างมวลชน

         เศรษฐกิจประเทศกำลังแย่ลงทุกที จึงขอเตือนว่าก่อนจะมาตีกัน ควรตรวจสอบกระเป๋าสตางค์ของตนเสียก่อน

.............................

(หมายเหตุ : ก่อนจะตีกันห่วงกระเป๋าตังค์ก่อน : กระดานความคิด โดยทองแถม นาถจำนง http://www.oknation.net/blog/thongtham)