คอลัมนิสต์

วาระเร่งด่วนของรัฐบาล

วาระเร่งด่วนของรัฐบาล

02 ส.ค. 2556

วาระเร่งด่วนของรัฐบาล : บทบรรณาธิการประจำวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2556

              เป็นเวลาติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว ที่หลายฝ่ายได้ออกมาส่งเสียงเตือนว่า ประเทศไทยจะประสบปัญหาเศรษฐกิจค่อนข้างรุนแรง ซึ่งล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลังแถลงยอมรับว่า แนวโน้มเศรษฐกิจเมื่อถึงสิ้นไตรมาสที่ 2 หรือกลางปีนี้ จะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ที่ 4% ทั้งนี้รับรู้ได้จากสัญญาณการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง อย่างภาคอุตสาหกรรมที่ "ออกอาการ" ผ่านทางตัวเลขชี้วัดที่ติดลบถึง 5.2% โดยเฉพาะในหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ วิทยุและอาหาร ขณะเดียวกัน การส่งออกในช่วงเดียวกันนี้ก็มีตัวเลขติดลบ 2.2% เพราะตลาดการค้าสำคัญที่ไทยส่งออกได้แก่ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ชะลอตัวลง สรุปแล้วช่วงครึ่งปีแรกการส่งออกขยายตัวเพียง 0.95% เท่านั้น

              ขณะที่การส่งออกมีปัญหาอย่างน่าวิตก ความหวังในด้านการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐว่าจะเป็นปัจจัยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงานและการไหลเวียนของเงินทุนก็ดูเหมือนจะรางเลือนฝากผีฝากไข้ไม่ได้เสียแล้วอีกเช่นกัน เมื่อร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจำนวน 2 ล้านล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานในระบบคมนาคม ส่อเค้าว่าจะถูกส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเมื่อผ่านการพิจารณาวาระ 3 จากสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่โครงการบริหารจัดการน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ก็ต้องสะดุดหยุดลงในหลายแผนงาน เพราะต้องผ่านการประชาพิจารณ์เสียก่อนตามคำสั่งศาลปกครอง หนทางของรัฐบาลที่เหลืออยู่ที่ดูคับแคบขัดสนก็คือ พยายามผลักดันการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐให้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการบริหารโครงการขนาดใหญ่ผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติ

              กล่าวสำหรับความเชื่อมั่นของประชาชน ที่เป็นเครื่องจักรใหญ่ที่จะผลักดันให้เกิดการบริโภคภายในประเทศกลับพบว่า ตัวเลขชี้วัดก็ลดลงด้วยเช่นกัน ปัจจัยหนึ่งน่าจะมาจากอัตราส่วนหนี้ในภาคครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้นกว่า 80% นั่นอาจเป็นเพดานสูงสุดที่ผู้บริโภคสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองว่า ถึงเวลาที่จะต้องหยุดการจับจ่ายใช้สอยลง ไม่เพียงเพราะว่า "ความต้องการ" หรือดีมานด์เทียมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายก่อนหน้า อย่างเช่น โครงการรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก ได้นำมาใช้ไปหมดสิ้นแล้ว พูดอีกอย่างก็คือปลิ้นกระเป๋าจ่ายเงินซื้อของไปก่อน 3-5 ปีจนเกลี้ยง หากแต่ความเชื่อมั่นในด้านเศรษฐกิจที่เหมือนอยู่บนปากเหวยิ่งเป็นปัจจัยเสริมให้ผู้บริโภคเริ่มยับยั้งชั่งใจไม่เลื่อนไหลไปตามกระแสประชานิยม

              ถ้าจะว่าไปแล้ว สำหรับผู้บริหารประเทศ สถานการณ์เช่นนี้ต้องถือว่า อยู่ในห้วงเวลาที่จะต้องระดมสรรพกำลังร่วมกันขบคิดหาทางออกโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะภาครัฐที่ต้องชูธงนำภาคเอกชนเพื่อร่วมกันฝ่าฟัน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว 6 เดือนที่เหลืออยู่ของปีนี้จะกลายเป็นห้วงเวลาแห่งทุกข์ยากแสนเข็ญของประชาชนโดยแท้จริง แต่ในทางตรงกันข้าม สภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคร่วมรัฐบาล กลับพยายามผลักดัน "ร่างกฎหมายร้อน" เข้าสู่การพิจารณา ทั้งๆ ที่มีความสุ่มเสี่ยงว่าจะเป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่ง ซึ่งจะซ้ำเติมให้เศรษฐกิจของชาติตกเหว "ตายสนิท" อย่างไรก็ตาม ยังพอมีเวลาและโอกาสที่รัฐบาลจะได้ไตร่ตรองให้รอบคอบว่า ในภาวการณ์เช่นนี้ ควรให้ความเอาใจใส่กับวาระเร่งด่วนของชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ยิ่งกว่าเกมช่วงชิงเอาชนะคะคาน