
รถเมล์มหาภัย
ขบวนรถเมล์ปรับอากาศ 4,000 คันนับได้ว่าเป็นขบวนรถเมล์มหาภัยจริงๆ เพราะทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นทั่วไปในสังคมขณะนี้ ขบวนจอดรอป้ายอยู่ที่สภาพัฒน์ ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะจบลงอย่างไร
หลายวงการทั้งในและนอกสภาต่างก็ถกเถียงเอาเป็นเอาตายกัน น้ำเสียงเหมือนอยากจะคว่ำโครงการนี้และเป็นที่น่าสังเกตว่าคนที่ออกมาคัดค้านสุดลิ่มทิ่มประตูล้วนแต่เป็นคนที่ไม่ค่อยจะเคยใช้รถเมล์เลย ไม่รู้ว่าชาวกรุงธรรมดาเป็นล้านคนต้องอาศัยบริการนี้และทนทุกข์ทรมานต่อคุณภาพของบริการอย่างไร เช้าๆ เย็นๆ จะเห็นผู้คนชะเง้อชะแง้คอยรถเมล์ตามป้ายกันเป็นแถวยาวเหยียดท่ามกลางสายฝนหรือฝุ่นควัน
สาเหตุที่คัดค้านกันนั้นมาจากความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายในว่าจะมีการโกงกันมโหฬารจากโครงการนี้ ตัวเลขที่จะสะพัดใต้โต๊ะกันเป็นพันล้านหมื่นล้าน (สำนักโพลล์สำรวจความคิดเห็นได้ความว่าผู้ถูกสำรวจเพียงแค่ 6.5%เท่านั้นที่คิดว่าโครงการนี้จะโปร่งใสไม่แปดเปื้อนเรื่องคอรัปชั่น)
ปัญหาที่ต้องตอบโจทย์ขณะนี้คือ “การซื้อหรือเช่า” โดยรัฐบาลมอบให้สภาพัฒน์เป็นคนตอบ โดยท่านนายกฯ ย้ำว่าให้กรรมการเป็นผู้พิจารณา ไม่ใช่แค่ความเห็นของเจ้าหน้าที่ซึ่งมีเลขาธิการเป็นหัวหน้าคณะ ผมเองไม่ทราบว่าท่านนายกฯ จะย้ำเรื่องนี้ทำไม เพราะเป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้ว พูดไปจะเหมือนดูถูกคณะกรรมการสภาพัฒน์ว่าเป็นแค่ “ตรายาง”
แต่ความจริงนั้นโจทย์ใหญ่ไม่ได้มีแค่จะซื้อหรือจะเช่า ปัญหาเรื่องจะซื้อจะเช่าเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ให้เห็นตามขั้วโลก ของจริงนั้นใหญ่มหาศาล
ปัญหาที่ใหญ่มหาศาลก็คือขณะนี้ขสมก.ขาดทุนสะสมอยู่ถึง 6 หมื่นกว่าล้านบาทเศษ ถ้าจะถือว่าการขาดทุนนี้มาจากการ “ซัพซิไดซ์” ชาวกรุงให้เสียค่าโดยสารที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นก็ฟังไม่สู้ถนัดเพราะคุณภาพบริการก็ยังไม่พอเพียงทั่วถึง เงินที่ใช้สนับสนุนนี้นับว่าแพงเกินไป
ผู้รับผิดชอบทางรัฐบาลคิดว่าจะใช้โครงการจัดหารถใหม่นี้มาเพื่อแก้ไขการขาดทุนปัจจุบันและล้างหนี้เก่าลงไปด้วย ผมว่าหวังมากเกินไปและเป็นความฝันที่ลมๆ แล้งๆ เพราะเกือบจะทุกวงการสงสัยว่ารายได้จริงๆ จากการขายตั๋วจะคุ้มกับค่าเช่าหรือไม่
ฉะนั้นการตั้งโจทย์ว่าจะซื้อหรือเช่านั้นน่าจะเป็นการตั้งโจทย์ผิด ขสมก.ตั้งขึ้นมาถึงกว่า 30 ปีแล้ว (ตั้งขึ้นสมัยรัฐบาลเจ้าของส.ส.เพียง 18 เสียง) และได้ลองผิดลองถูกมาหลายวิธี จึงน่าที่จะเลิกพูดถึงเรื่องการแก้ปัญหาในวงแคบหรือในระดับ “ยุทธวิธี” หมดเวลาที่จะมาถกปัญหากันในทางคณิตศาสตร์ว่ารายได้จะเป็นเท่านั้นเท่านี้ แต่ควรจะพิจารณาแก้ปัญหากันอย่างจริงจังในวงกว้าง ระดับ “ยุทธศาสตร์” ได้แก่ควรจะถามตัวเองว่ารัฐควรจะจัดให้บริการเองหรือกลับไปสู่ระบบสัมปทานก่อน พ.ศ. 2518 และยังมีทางเลือกใหม่คือใช้วิธีให้ภาคเอกชนร่วมการงาน เช่นที่รัฐประสบความสำเร็จมาแล้วโดยความบังเอิญในวงการโทรคมนาคม โดยทุกวันนี้คนไทยทุกระดับสามารถมีโทรศัพท์มือถือใช้กันอย่างแพร่หลายและในราคาพอสมควร
รถเมล์ก็สามารถกระทำได้โดยแทนที่จะซื้อหรือเช่าก็ให้เอกชนเสนอตัวจัดรถเข้ามาให้แล้วแบ่งรายได้กัน (ที่เรียกว่า เรฟเวนนิวแชริ่ง) ซึ่งทุกคนก็จะมีแต่ได้ในทางที่ถูกต้อง
นายหนูใหญ่
[email protected]



