
การรับน้องในสังคมประชาธิปไตย
เรื่องราวของปัญหาความรุนแรงในการรับน้องที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะกิจกรรมรับน้องนั้นเกิดขึ้นมาทุกปี และก็มีข่าวมาทุกปี และเอาเข้าจริงการนำเสนอข่าวรับน้องก็พยายามที่จะเสนอข่าวให้เห็นถึงปัญหาการรับน้องที่มีความรุนแรงในทุกปี
คำถามสำคัญจึงอยู่ใน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ทำไมการรับน้องที่รุนแรงยังมีอยู่ เรื่องที่สองคือ ทำไมเราไม่สามารถแก้ปัญหาการรับน้องได้
การรับน้องที่ยังรุนแรงมีอยู่นั้นไม่ใช่เพราะผู้บริหารละเลย หรือรุ่นพี่นั้นเลว เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกปีอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครเห็นเป็นปัญหาจริงจังจนกว่าจะมีคนโวยวายจนเป็นข่าว และเมื่อเป็นข่าวก็เป็นข่าวแค่ว่ามีปัญหา แต่ไม่มีการติดตามเรื่องว่ามีการดำเนินคดีแค่ไหน
คำตอบสำคัญก็คือการรับน้องที่รุนแรงนั้นเกิดขึ้น เพราะว่าการรับน้องที่รุนแรงนั้นมีลักษณะพิเศษเพราะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะว่าน้องใหม่นั้นจะทนรับความรุนแรง 1 ปี แต่สามารถเอาคืนในฐานะรุ่นพี่ได้ถึง 3 ปี
นั่นคือเหตุผลที่น้องใหม่นั้นตั้งตาคอยที่ถูกรับน้อง แต่ที่เป็นข่าวส่วนมากนั้นจึงเป็นเรื่องของจำนวนน้อยที่ออกมาทนไม่ได้ เพราะมากกว่าที่คาดเอาไว้ หรือมีความผิดพลาด แต่โดยทั่วไปนั้นก็พยายามทนๆ กันไป เพราะนอกเหนือจากความรุนแรงเรื่องรับน้องแล้ว การเป็นน้องยังได้รับประโยชน์จากการนับพวกนับฝูงที่ผูกพันกันไปจนจบการศึกษา และการทำงาน
อย่าพูดถึงความเป็นสากลของมหาวิทยาลัยไทยในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกเลยครับ เพราะการปล่อยให้มีการรับน้องที่รุนแรงนั้นมันสะท้อนให้เห็นว่าปรัชญาการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทยนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเสรีภาพและความรู้แต่อย่างใด การรับน้องที่อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาวุโส ระเบียบ ประเพณี สามัคคี น้ำใจนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเสรีภาพและความรู้ที่มาจากการมีเสรีภาพ บ้านเมืองไทยยังมองสถาบันอุดมศึกษาว่าเป็นโรงเรียนช่างที่สอนให้คนเน้นความชำนาญมากกว่าความรู้ที่ปลดปล่อยมนุษย์ไปสู่เสรีภาพ
การแก้ปัญหาเรื่องการรับน้องที่ผ่านมาเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะว่าเป็นการแก้ปัญหาโดยปล่อยให้สถาบันการศึกษานั้นแก้ปัญหากันเอง ในความหมายว่าปล่อยให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยนั้นเป็นผู้ตัดสินความผิดของรุ่นพี่ วิธีคิดเหล่านี้มองข้ามเรื่องสำคัญก็คือ นักศึกษานั้นเป็นประชาชนที่มีอำนาจอธิปไตย เขามีสิทธิ์เลือกตั้ง และจะต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ของเขาตามรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องมีลำดับศักดิ์เหนือกว่าพระราชบัญญัติของแต่ละสถาบันอุดมศึกษา
นั่นหมายความว่า วิชาว่าด้วยรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องสอนกันในระดับมัธยม เพื่อให้ผู้ที่จะเป็นองค์อธิปัตย์เต็มตัวเมื่อเขามีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งก็คืออายุ 18 สามารถมีรัฐธรรมนูญเป็นเกราะในการป้องกันตัวของเขา และเมื่อเกิดความรุนแรงในการรับน้อง หรือการอ้างอิงระบบอาวุโสมาเหนือสิทธิของพลเมือง เขาสามารถฟ้องตั้งแต่รุ่นพี่ถึงผู้บริหารได้
ไม่ใช่ให้ผู้บริหารลอยตัวมาตัดสินรุ่นพี่ที่ก่อความรุนแรง เพราะผู้บริหารนั้นเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบสูงสุด
การฟ้องร้องสู่ศาลและติดตามข่าวการฟ้องร้องเหล่านี้ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้เรามีข้อมูลและกรณีมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการรับน้องในสังคมประชาธิปไตยต่อไป มากกว่าพิธีกรรมการทำข่าวแค่ตอนต้นปีเหมือนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน



