
'เรือฟริเกต'เมดอินเกาหลี เขี้ยวเล็บปราบ'เรือดำน้ำ'
'เรือฟริเกต'เมดอินเกาหลี เขี้ยวเล็บปราบ'เรือดำน้ำ' : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ได้มีการอนุมัติการจัดซื้อ "เรือฟริเกต" สมรรถนะสูง จำนวน 1 ลำ วงเงิน 14,600 ล้านบาท ที่จะเข้าประจำการที่กองทัพเรืออีก 5 ปี ตามที่กระทรวงกลาโหมเป็นผู้เสนอเรื่องอนุมัติงบผูกพัน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2561 เพื่อนำไปใช้ในภารกิจรักษาอธิปไตยของชาติ และการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
วัตถุประสงค์ในการจัดซื้อครั้งนี้ เพื่อต้องการทดแทนเรือฟริเกตชุด "เรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก" และ "เรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย" จากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่จะครบกำหนดปลดประจำการในปี 2558 และ 2561 ตามลำดับ จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 2 ลำ โดยลำที่ 1 ดำเนินการในปีงบประมาณ 2556-2561 ส่วนลำที่ 2 จะพิจารณาดำเนินการจัดหาต่อไป
สำหรับเรือฟริเกตที่จัดหาจะมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบได้ 3 มิติ คือ การปฏิบัติการสงครามใต้น้ำ การปฏิบัติการสงครามต่อต้านภัยทางอากาศ และการปฏิบัติสงครามผิวน้ำ โดยสามารถปฏิบัติงานร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ (ฮ.) ของกองทัพเรือ (ทร.) ในการรับ-ส่ง ฮ. และนำ ฮ.เข้าเก็บในโรงเก็บ ฮ.ได้
นอกจากนี้ยังเพิ่มขีดความสามารถของระบบตรวจการณ์ และระบบอาวุธในปฏิบัติการสงครามใต้น้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศให้มีประสิทธิภาพสูง โดยระบบอาวุธและระบบอำนวยการรบได้รับการออกแบบให้มีขีดความสามารถในการ "เชื่อมต่อข้อมูลทางยุทธวิธี" ที่สามารถใช้งานร่วมกับระบบการรบของเรือฟริเกตชุด "เรือหลวงนเรศวร" และ "เรือหลวงจักรีนฤเบศร" ได้
ระบบการเชื่อมต่อข้อมูลทางยุทธวิธีดังกล่าวทำให้การปฏิบัติการรบร่วมในลักษณะกองเรือ (Battle Group) รวมทั้งการปฏิบัติการรบร่วมกับ "อากาศยาน" ของกองทัพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับข้อเสนอการถ่ายทอดเทคโนโลยีของบริษัทจะทำให้เพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรของกองทัพเรือไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมการต่อเรือรบในอนาคต
รายงานข่าวแจ้งว่า ขั้นตอนในการจัดซื้อเรือฟริเกตชุดใหม่ ทร.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ โดยเชิญชวนอู่เรือของประเทศต่างๆ ในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา จำนวน 13 ราย รวมถึงอู่เรือจากเยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ด้วย เพื่อเปิดกว้างในการแข่งขัน
ในการจัดหาครั้งนี้ มีผู้เสนอแบบเรือ 5 ราย ได้แก่ อู่เรือจากอิตาลี สเปน เกาหลีใต้ (2 ราย) และสาธารณรัฐประชาชนจีน ผลการพิจารณาปรากฏว่า แบบเรือของบริษัท Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering Co., Ltd. (DSME) ของสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) สามารถตอบสนองภารกิจของ ทร.ได้ดีที่สุด และเป็นแบบเรือที่ตรงตามความต้องการมากที่สุด จึงได้รับการคัดเลือก
เรือฟริเกตที่ได้รับการคัดเลือกเป็นแบบที่พัฒนามาจากเรือพิฆาตชั้น Kwanggaeto Class Destroyer (KDX-I) ใช้มาตรฐานทางทหารของสหรัฐ และเกาหลีใต้ มีระวางขับน้ำสูงสุด 3,700 ตัน ความเร็วสูงสุดต่อเนื่อง 30 นอต ระยะปฏิบัติการประมาณ 4,000 ไมล์ทะเล กำลังพล 136 นาย
ลักษณะของเรือออกแบบโดยใช้ Stealth Technology หรือเทคโนโลยีที่ช่วย "ลดการแผ่คลื่นแม่เหล็ก" ของตัวเรือ รวมทั้งลดเสียงใต้น้ำ ติดตั้งระบบอำนวยการรบและระบบอาวุธจากยุโรปและอเมริกา ซึ่งสามารถปฏิบัติการรบได้ทั้ง 3 มิติ รวมทั้งป้องกันตัวเองในระยะประชิด
ส่วนการสร้างเรือจะดำเนินการ ณ อู่ต่อเรือของบริษัท DSME สาธารณรัฐเกาหลี ในระหว่างปี 2556-2561 โดยมีค่าจ้างสร้างเรือรวมทั้งสิ้นประมาณ 14,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม อะไหล่เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบทดลอง การฝึกอบรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ผู้เชี่ยวชาญในกองทัพเรือรายหนึ่งให้ข้อมูล "คม ชัด ลึก" ว่า ทร.มีความต้องการที่จะจัดหาเรือฟริเกตเพื่อนำมาทดแทนเรือฟริเกต 2 ลำ จากสหรัฐ ชุดเดิมที่กำลังจะปลดประจำการ มาเสริมศักยภาพของกองทัพเรือ
"การซื้อเรือฟริเกตไม่ได้เกี่ยวข้องว่ากองทัพเรือไม่สามารถจัดซื้อเรือดำน้ำได้ จึงหันมาซื้อเรือฟริเกตแทน เพราะจะซื้อเรือดำน้ำได้หรือไม่ กองทัพเรือก็ต้องจัดซื้อเรือฟริเกตอยู่แล้ว ถ้ากองทัพเรือไม่จัดซื้อเรือฟริเกตมาเสริมศักยภาพก็เหมือนไม่มีหลักประกันอะไรให้แก่นักลงทุนที่จะมาลงทุนในพื้นที่อ่าวไทย และยืนยันว่า การจัดซื้อไม่มีการล็อกสเปก"
ผู้เชี่ยวชาญในกองทัพเรือระบุว่า ในการจัดซื้อ ทร.ไม่ได้เน้นไปที่ตัวเรืออย่างเดียว แต่เน้นที่ "ระบบการรบ" ด้วย โดยเรือฟริเกตลำนี้ใช้ยุทโธปกรณ์ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก สามารถทำงานร่วมกับเรือรบของกองทัพเรือได้หมด และสามารถทำงานร่วมกับกองทัพอากาศได้ โดยเฉพาะเครื่องบินแจ้งเตือนภัยทางอากาศ รุ่น SAAB-340 ที่จัดซื้อมาพร้อมกับเครื่องบินขับไล่ รุ่น Gripen
"เครื่องบินซาบ 340 สามารถถ่ายภาพได้ชัดเจน และสามารถชี้เป้าให้เรือฟริเกตปฏิบัติการได้ เหมือนการชี้เป้าให้เครื่องบินกริพเพน ซึ่งเหมือนเป็นการนำระบบของกองทัพอากาศมาตั้งไว้ในเรือ และเป็นการรบแบบ 3 มิติ โดยสมบูรณ์"
ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมยังเผยถึง 4 ภารกิจหลักในการจัดซื้อเรือฟริเกตครั้งนี้ คือ 1.การปฏิบัติการปราบปราม "เรือดำน้ำ" ซึ่งถือเป็นปัจจัยอันดับแรกที่กองทัพเรือมีความต้องการ 2.การปฏิบัติการป้องกันภัยทางอากาศ 3.การปฏิบัติการยิงเรือผิวน้ำ และ 4.การปฏิบัติการรบบนชายฝั่ง กรณีที่มีปัญหากับเพื่อนบ้าน
"ทั้ง 4 ภารกิจถือว่ามีความสำคัญ และการเลือกบริษัทของเกาหลี เนื่องจากตอบสนองให้แก่กองทัพเรือมากที่สุด โดยเฉพาะปฏิบัติการปราบปรามเรือดำน้ำ เพราะปฏิบัติการจะต้องเงียบที่สุดเหมือนกับเป็นการย่องเบาไปปฏิบัติการ ซึ่งเรือฟริเกตลำนี้ถือว่าปฏิบัติการได้เงียบมาก"
ปัจจุบันรอบบ้านเรามีเรือดำน้ำกันหมดแล้ว แต่เราไม่มี จึงจำเป็นต้องจัดซื้อเรือปราบเรือดำน้ำ ซึ่งจัดการซื้อลำเดียวไม่เพียงพอ อย่างน้อยต้องมีเรือฟริเกต 2 ลำ เพราะเรือรบจะต้องหาเป็นคู่ ไม่ใช่ลำเดียว ถ้าจะให้ดีจะต้องมีถึง 3 ลำ เพื่อเตรียมพร้อมในการปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง และการที่จะมีเพียงลำเดียวทั่วโลกเขาไม่ทำกัน" ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม กล่าวย้ำ
---------------------
(หมายเหตุ : 'เรือฟริเกต'เมดอินเกาหลี เขี้ยวเล็บปราบ'เรือดำน้ำ' : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง)



