
การเมืองในกัมพูชา
การเมืองในกัมพูชา : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
ผลการเลือกตั้งทั่วไปในกัมพูชาเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว สร้างความตื่นตาตื่นใจไม่น้อย พรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) ได้ที่นั่ง ส.ส.ลดลง จาก 90 ที่นั่งเหลือ 68 ที่นั่ง ขณะที่พรรคกอบกู้ชาติแห่งกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ได้ที่นั่ง ส.ส.เพิ่มขึ้น จาก 29 ที่นั่ง ขยับเพิ่มเป็น 55 ที่นั่ง
ชื่อของ สม รังสี นายแบงก์จากฝรั่งเศสและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจการคลังของรัฐบาลกัมพูชาในช่วงปี 1993-1994 ในฐานะประธานพรรคกอบกู้ชาติแห่งกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) มีสง่าราศีขึ้นมาทันทีทันใด
ก่อนหน้าวันเลือกตั้ง สื่อตะวันตกก็คาดหมายว่า พรรคประชาชนกัมพูชา จะได้รับชัยชนะ เพราะ ฮุน เซน ยึดกุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจไว้เบ็ดเสร็จ รวมถึงการวางเครือข่ายในกองทัพ จนมีการเรียกขานว่าเป็น "ระบอบฮุน เซน"
ส่วนพรรคกอบกู้ชาติแห่งกัมพูชา ชูแคมเปญ "เปลี่ยนแปลงใหม่" ในการหาเสียง และพวกเขาเชื่อว่า สม รังสี จะพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น และทีมงานพรรคกอบกู้ชาติแห่งกัมพูชาบอกว่า "กัมพูชาจะไม่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นและการผลาญทรัพยากรธรรมชาติอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้"
ว่ากันว่า จำนวนผู้ใช้สิทธิ์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ 1.5 ล้านเสียง มีส่วนทำให้พรรคของสม รังสี ได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น บวกกับกระแสจาก "รากหญ้าเขมร" ที่ไม่พอใจนโยบายไล่รื้อชุมชนคนจนเมืองของรัฐบาลฮุน เซน เพื่อเปิดทางให้กลุ่มทุนนอก ก่อสร้างโรงแรม และนิคมอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้ทำให้ที่นั่ง ส.ส.ของพรรครัฐบาลลดลง
แม้วันนี้ ฮุน เซน สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ เพราะรัฐธรรมนูญกัมพูชา มีการแก้ไขใหม่ว่า พรรคใดได้เสียงข้างมากก็ตั้งรัฐบาลได้ (จำนวน ส.ส.ทั้งหมดในสภา 123 ที่นั่ง 68 ที่นั่ง ก็เกินครึ่งมา 5 ที่นั่ง) แต่เสถียรภาพของรัฐบาลก็ไม่มั่นคง
ในชั่วโมงนี้ สม รังสี ประกาศไม่ยอมรับการเลือกตั้ง เพราะมีการทุจริตเลือกตั้งมากมาย เรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามาตรวจสอบ ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมายของกลุ่มเอ็นจีโอกัมพูชาที่ว่า การที่ไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด จะทำให้เป็นการยากสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
มุมมองของเอ็นจีโอ มองว่าปัญหาที่แท้จริงในทางการเมืองของกัมพูชา คือการแก่งแย่งชิงอำนาจระหว่างกันอย่างไม่รู้จบสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบโต้กันและการใส่ร้ายป้ายสีกันในทุกโอกาสนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงทุกครั้งที่เกิดขึ้นในกัมพูชา
การแย่งชิงอำนาจระหว่างเจ้านโรดม รณฤทธิ์ กับ ฮุน เซน ในปี 2003 และปี 2008 ก็เปลี่ยนมาเป็น ฮุน เซน กับ สม รังสี ในปัจจุบัน
ต่างฝ่ายต่างก็มีกลุ่มพลังมวลชน และกลไกการเมืองหนุนหลัง กลเกมการเมืองถูกนำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกีดกันไม่ยอมให้ สม รังสี ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ และในตอนหลัง ฮุน เซน ก็ดำเนินเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษให้สม รังสี ได้เดินทางกลับเข้าสู่กัมพูชา แต่ไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง
จะอย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ในกลุ่มสายกลางเชื่อว่า ตราบใดที่เป้าหมายของกลุ่มนักการเมืองในกัมพูชา ยังไม่เปลี่ยนไปจากการแย่งชิงอำนาจเพื่อผลประโยชน์ของพวกตนเป็นสำคัญ "อะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นในกัมพูชาได้ทั้งนั้น"
ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักข่าวอิสระที่คร่ำหวอดในอินโดจีน ได้ชี้ให้เห็นว่า "สิ่งที่กัมพูชาเป็นมากกว่าทุกประเทศในโลกนี้ ก็คือการที่เคยมีผู้นำคนเดียวกัน (สมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ) เคยเป็นทั้งกษัตริย์ ผู้สำเร็จราชการ ประมุขรัฐ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่การสังหารล้างเผ่าพันธุ์ชาวขะแมร์ด้วยกันเกือบ 2 ล้านคน โดยเขมรแดงในช่วงปี 1975-1979 และการมีนายกรัฐมนตรีถึง 2 คนในเวลาเดียวกัน (เจ้ารณฤทธิ์ กับ ฮุน เซน ในช่วงปี 1993-1997) นั้น ต่างก็ล้วนแล้วแต่เคยเกิดขึ้นในกัมพูชามาแล้วทั้งสิ้น"
ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจ หากว่า ฮุน เซน จับมือ สม รังสี ตั้งรัฐบาลผสม เหมือนในอดีตที่พรรคประชาชนกัมพูชา กับพรรคฟุนซินเปก หนุนให้มีนายกรัฐมนตรีร่วมจากสองพรรคเป็นครั้งแรกของโลก
.................
(หมายเหตุ : การเมืองในกัมพูชา : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา)



