
เรียนรู้ผิดพลาด-เร่งฟื้นฟู
เรียนรู้ผิดพลาด-เร่งฟื้นฟู : บทบรรณาธิการประจำวันที่1ส.ค.2556
กรณีน้ำมันดิบรั่วไหลจากเหตุท่อส่งน้ำมันดิบของเอกชนรายหนึ่งที่อยู่ห่างฝั่งทะเลของระยองออกไปประมาณ 20 ไมล์ทะเล จนมีน้ำมันดิบทะลักลงทะเลกว่า 50,000 ลิตร หรือ 50 ตัน ในช่วงแรกของการเกิดเหตุไม่คาดคิด ด้านเอกชนได้เข้าระงับอุบัติภัยทางทะเลและแสดงความมั่นใจว่าเป็นปัญหาไม่ใหญ่โตสามารถแก้ไขเสร็จไม่กี่วันและไม่กระทบกับสภาพแวดล้อมแต่อย่างใด มีการระดมทุ่นลอยเข้าล้อมคราบน้ำมันไม่ให้ขยายวงและลอยไปตามกระแสคลื่นพร้อมเร่งดูดน้ำมันดิบขึ้นจากทะเล ขณะเดียวกันก็เร่งติดต่อนำสารเคมีเข้ามาโปรยโดยย้ำว่าสารดังกล่าวไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เป็นสารย่อยสลายน้ำมันดิบจับเป็นก้อนและตกตะกอนลงใต้ทะเลจากนั้นจะย่อยสลายไปเองตามธรรมชาติ เหล่านี้เป็นปฏิบัติการที่เร่งทำในช่วงต้น
แต่ปรากฏการณ์นี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด และถือเป็นข้อผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์อย่างเห็นได้ชัด เพราะคราบน้ำมันมีปริมาณไม่ใช่น้อย อีกทั้งสภาพอากาศที่เกิดพายุลมฝนส่งผลให้คราบน้ำมันในทุ่นลอยทะลุออกมาได้ และคลื่นลมกระแสน้ำยังพัดพาคราบน้ำมันดิบเข้าหาฝั่งที่บริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่สำคัญของ จ.ระยอง และยังขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่สวยงามดุจหาดสวรรค์ของโลกด้วย ภาพที่คราบน้ำมันสีดำปกคลุมชายหาดทำให้คนไทยเกิดความหดหู่และต่างรู้สึกเสียดายที่ธรรมชาติถูกทำลายโดยข้อบกพร่องจากมือมนุษย์ และยังเกิดคำถามตามมาด้วยว่าการเคลื่อนตัวของทางราชการทำไมไม่ทันต่อเหตุการณ์ และการวางแผนรับมือเหตุพิบัติครั้งนี้รอบคอบรัดกุมมีความเชี่ยวชาญมีประสบการณ์ไม่เพียงพอหรืออย่างไร
ในด้านการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาก็ยังสะท้อนให้เห็นว่าขาดการบูรณาการ ขาดศูนย์กลางในการสั่งงาน แม้จะมีหลักเกณฑ์ว่า ความรุนแรงระดับ 1 เป็นคราบน้ำมันที่มีปริมาณไม่มากเอกชนสามารถขจัดได้เอง ความรุนแรงระดับกลางอยู่ที่ระดับ 2 ที่ภาครัฐเข้ามารับผิดชอบขจัดคราบน้ำมัน หากความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 3 คือภาครัฐไม่สามารถขจัดได้และร้องขอให้ต่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือ แต่เมื่อย้อนดูเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดความล่าช้าที่ควรจะเร่งขจัดคราบตั้งแต่วันแรกที่คราบน้ำมันรั่วไหลลงทะเล จึงกล่าวได้ว่าทั้งภาครัฐและเอกชนยังแก้ปัญหาไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ จนส่งผลเสียหายต่อสภาพแวดล้อมและอาจกระทบต่อระบบนิเวศที่จะต้องมีการสำรวจว่ามากน้อยแค่ไหน และที่เห็นผลแล้วคือเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่รับผลกระทบยังประเมินไม่ได้
จากบทเรียนความผิดพลาดครั้งนี้ รัฐบาลต้องปรับปรุงให้กลไกระดับชาติสามารถที่จะรองรับอุบัติเหตุลักษณะนี้ให้ได้ เพราะในข้อเท็จจริงตามโครงสร้างมีหน่วยงานที่ดูแลอยู่แล้ว คือ คณะกรรมการป้องกันมลพิษและขจัดมลพิษทางน้ำ (กปน.) ที่มีรมว.คมนาคม เป็นประธานโดยตำแหน่งและมีกรรมการที่เป็นตัวแทนจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง ซึ่งขาดแต่เพียงว่ากลไกนี้ยังไม่เคยผ่านเหตุการณ์ครั้งใหญ่แบบนี้ จึงควรให้เพิ่มประสิทธิภาพที่พร้อมรับมือได้ เพราะในอนาคตอาจเกิดเหตุการณ์ขึ้นได้อีก นอกจากนี้ต้องมีความพร้อมในการสั่งการ และบูรณาการทุกหน่วยได้ รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ก็ต้องครบครัน และจากนี้ไปภาครัฐต้องเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กลับสู่ภาวะปกติ รวมทั้งฟืนฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับมาสวยงามดังเดิม



