
สงครามมวลชน
เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับเหตุการณ์ยิงถล่มมัสยิดอัลฟุรกอน ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ช่วงหัวค่ำวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ชาวบ้านที่กำลังละหมาดเสียชีวิต 10 คน บาดเจ็บอีก 12 คน
ผลพวงจากสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) หวั่นเกรงยามนี้ก็คือ กลุ่มก่อการร้ายพยายามดึงให้เป็นสงครามศาสนา
เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ไว้ใจตลอดจนเสื่อมศรัทธาต่อภาครัฐ
หากเป็นเช่นนี้จริงจะส่งผลหลายอย่างตามมา
หนึ่งคือสร้างความแตกแยกระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐให้เกิดช่องว่างมากขึ้น อย่างน้อยก็ในแง่จิตวิทยามวลชน คือ เมื่อชาวบ้านรู้สึกไม่ปลอดภัย การแสวงหาความร่วมมือจากชาวบ้านก็ยากขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้การดึงมวลชนในพื้นที่เข้ามาเป็นพวกก็ง่าย หรือเพียงแค่บีบให้ชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐก็ถือว่าเป็นผลสำเร็จ
ผมตระหนักได้ว่าคำพร่ำวอนหรือร้องขอให้ชาวบ้านในพื้นที่ เชื่อใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจไม่เพียงพอสำหรับประชาชนที่กำลังตกอยู่ในภาวะขาดที่พึ่ง ดำรงความเชื่อมั่นนี้เอาไว้ได้
การแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องใช้เวลา เหมือนกับตัวปัญหาที่บ่มเพาะและก่อร่างสร้างฐานอยู่ในพื้นที่มานานยิ่งกว่า
ขอเพียงให้เรา ซึ่งไม่เฉพาะชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงคนไทยทั่วประเทศด้วย เชื่อมั่นว่าจะร่วมกันแก้ไขปัญหาให้ลุล่วง และขอให้จริงใจต่อการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะต้องเสียเวลานานสักเท่าใด ความสงบสุขก็จะกลับคืนสู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้า
ตรงกันข้ามหากเราหลงคล้อยตามไปกับเจตจำนงของกลุ่มก่อการร้าย ก็ขอให้มั่นใจได้เลยว่าวันเวลาที่เราเฝ้าคอยจะไม่มีวันมาถึง เหมือนกับยิ่งไขว่คว้าก็เหมือนผลักไส ไม่เข้าไกลและยิ่งไปไม่ถึง
ถึงแม้ว่าพระเจ้าของชาวไทยมุสลิม กับพระเจ้าของชาวไทยพุทธ จะเป็นคนละองค์ แต่ผมอยากให้คนไทยทั่วประเทศ ร่วมกันสวดภาวนา ขอให้สันติภาพกลับสู่ดินแดนด้ามขวานในเร็ววัน
แต่เหนือสิ่งอื่นใดขอจงมีศรัทธาและเชื่อมั่นในรัฐ และเชื่อในพี่น้องประชาชนคนไทยว่า จะไม่นิ่งเฉยต่อปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ !?!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



