คอลัมนิสต์

ตำรวจต้องรักษาความเป็นกลาง

ตำรวจต้องรักษาความเป็นกลาง

31 ก.ค. 2556

ตำรวจต้องรักษาความเป็นกลาง : บทบรรณาธิการประจำวันที่31ก.ค.2556

            การเปิดประชุมสภาสมัยสามัญที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ได้เกิดความเคลื่อนไหวของคนต่างขั้วระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลและกลุ่มต่อต้านระบอบทักษิณ จนหลายฝ่ายห่วงกันว่าอาจเกิดความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หากสภายังมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย โดยฝ่ายต่อต้านมองว่านี่คือร่างเงาที่จะทำให้บรรดาแกนนำหลุดจากคดีความรวมถึงมีวาระซ่อนเร้นอันทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับประโยชน์ไปด้วย อุณหภูมิการเมืองเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยต่างฝ่ายต่างประกาศระดมมวลชนเข้ามากดดัน ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลก็ประกาศเดินหน้าไม่ว่าจะมีผู้คัดค้านมากมายขนาดไหนก็ตาม ด้านหนึ่งรัฐบาลก็พยายามรักษาสมดุลระหว่างฐานเสียงนักการเมืองที่มีอยู่หลายมุ้ง อีกด้านหนึ่งคงวิเคราะห์กันแล้วว่าหลังจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวอดีตนายกรัฐมนตรี นั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศมาเกือบครึ่งเทอมแล้ว ยังไม่สัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าจะพาพี่ชายกลับบ้านได้โดยไม่ต้องรับโทษ จึงต้องเร่งพิจารณากฎหมายฉบับนี้ก่อน

            เมื่อมวลชนทั้งสองฝ่ายมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง จำเป็นที่รัฐบาลและกองบัญชาการตำรวจนครบาลเจ้าของพื้นที่ ต้องพยายามกดดันไปตามจังหวัดต่างๆ ให้สกัดกั้นผู้ชุมนุมไม่ให้เดินทางเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน ขณะที่เมืองหลวง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ถึงกับประกาศกร้าวจะจับกุมกลุ่มผุ้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมายเช่น การปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้บรรดาส.ส. เข้าร่วมประชุมพิจารณาร่างดังกล่าว ขวางเส้นทางการจราจร และกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมโดยสงบ มีการซ้อมโชว์การควบคุมฝูงชนระดมกำลังมาหลายกองร้อยเพื่อการนี้โดยเฉพาะ มีการประเมินจากตำรวจสันติบาล สภาความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปในทำนองเดียวกันว่าจะมีผู้ชุมนุมหลักพันหรืออาจถึงหลักหมื่น แต่จะไม่มากไปกว่าตอนที่พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เป็นแกนนำคราวที่แล้ว ข้อห่วงใยหนึ่งจากพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งสอดคล้องกับหลายฝ่ายคือ อาจมีมือที่สามฉวยจังหวะลงมือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายเป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรงในสังคมอีกรอบ จึงตั้งกรอบการใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ในเขตกรุงเทพฯ

            ในการควบคุมฝูงชนนั้นอย่าลืมว่า ตำรวจมีบทเรียนมาแล้วจากเหตุการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2551 ที่มีการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม แก๊สน้ำตา กระสุนยาง อุปกรณ์ปราบจลาจลถูกนำมาใช้เต็มอัตราศึก เกิดการปะทะกันจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บอีกกว่า 300 คน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบดูแลความสงบขณะนั้นต้องลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกมองว่าใช้กำลังและอาวุธเกินขอบเขตภาพที่ปรากฏจึงเสมือนไล่ถล่มอริศัตรู ทั้งๆ ที่ทั้งหมดก็คือคนไทยด้วยกันไม่ใช่โจรร้ายที่ไหน ตำรวจกลายเป็นอาวุธร้ายนักการเมือง ทั้งๆ ที่มีหน้าที่รักษาความสงบ การปฏิบัติต้องเป็นกลาง ไม่เลือกข้าง รักษากฎหมายกติกาอย่างเที่ยงธรรม ที่สำคัญหากมีการจับกุมผู้ชุมนุมต้องดำเนินคดีโดยไม่เอนเอียงสำนวนการสอบสวนต้องไม่มีข้าง ไม่มีสี และชี้นำจากฝ่ายการเมือง ไม่เช่นนั้นคงต้องมาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม กันทุกรัฐบาล