คอลัมนิสต์

'มท.3'เตือนภัย'บารากู่'ใส่ยาปลุกเซ็กส์

'มท.3'เตือนภัย'บารากู่'ใส่ยาปลุกเซ็กส์

30 ก.ค. 2556

'มท.3' เตือนภัย 'บารากู่' ใส่ยาปลุกเซ็กส์แทนยาเส้น ชี้ต้องมีใบอนุญาตถึงจะให้บริการได้ ระบุเดินสายตรวจผับตามหน้าที่

 

                          30 ก.ค.56 นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการลงพื้นที่ตรวจสถานบันเทิงในกทม.ทั้งที่ย่านเอกมัยและย่านรัชดาภิเษกว่า ตนได้รับแจ้งจากผู้ปกครองว่ามีเยาวชนที่อายุ 14-15 ปี ที่ไปเที่ยวสถานบันเทิงแล้วได้สูบเครื่องสูบ "บารากู่" ที่ถือว่าเป็นของผิดกฎหมาย เพราะตนสอบถามมาแล้วทราบว่าใบยาเส้นของบารากุไม่ได้นำเข้าผ่านสรรพสามิต และนอกเหนือกว่านั้นคือมีการนำสารเสพติดใส่เข้าไปด้วย มีเด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการเข้าไปเที่ยว โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงอายุ 14-15 ปี แล้วก็ไปโดนยาปลุกเซ็กส์ รวมทั้งสารเสพติดอื่นๆ ก็ทำให้เด็กพวกนี้ขาดสติสัมปะชัญญะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ เด็กผู้ชายก็โดน เพราะบางครั้งติดตามเพื่อนไปดื่มแต่พอไม่มีเงินจ่ายก็ถูกผู้ที่ดูแลความปลอดภัยทำร้าย

                          มท.3กล่าวอีกว่า สังคมคิดว่าบารากู่เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ทั้งที่จริงถ้าเป็นในส่วนของตัวเครื่องนั้นถูกกฎหมาย แต่ตนสอบถามกรมสรรพสามิตแล้วพบว่าในส่วนของยาเส้นนั้นมีการนำเข้าที่ผิดกฎหมาย แต่ที่แย่ที่สุดคือมีการนำยาบ้าใส่เข้าไปแล้วก็สูบ

                          "ที่ผมไปเห็นมีการใส่ยาแก้หวัดที่มีสารแอมเฟตามีนที่เสพเกินขนาดก็ทำให้มึนเมาได้ ส่วนภาคใต้มีการใส่ยาที่เรียกว่า 4คูณ100 ที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่มีการผสมแล้วก็มีผลต่อจิตประสาทที่มีความอันตราย" นายวิสาร กล่าว

                          เมื่อถามว่าสามารถห้ามจำหน่ายเครื่องสูบบารากู่ได้หรือไม่ มท.3 กล่าวว่า ตัวเครื่องสูบไม่ผิดกฎหมาย เพราะบางครั้งก็มีการคนที่สะสมเป็นของที่ระลึกและให้เป็นของขวัญกันได้ แต่ในส่วนของยาเส้นมีพรบ.ยาสูบควบคุม ซึ่งร้านอาหารหรือสถานบันเทิงที่จะมีทั้งเครื่องสูบและยาเส้นนั้นต้องขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตก่อน แต่บางร้านก็มีการเลี่ยงการขออนุญาตด้วยการนำเครื่องมาใส่ยาเส้นที่มีจำหน่ายในประเทศที่ถูกกฎหมายแทน แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีแค่นั้นมีการผสมสารที่มีรสผลไม้ต่างๆและยาเสพติดเข้าไปด้วย

                          นายวิสาร กล่าวถึงการเดินสายตรวจสถานบันเทิงในช่วงกลางคืนว่า อย่าว่าเป็นการจัดระเบียบสังคมแต่เป็นการเตือนให้ทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยวผู้ปกครอง และวงการสถานบันเทิง ซึ่งตนจะลงพื้นที่ตรวจบ่อยๆโดยไม่ได้บอกใครล่วงหน้า และอย่าหาว่าเป็นกาารไปจับผิด เนื่องจากเคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ซานติก้าผับจนเป็นข่าวดังทั่วโลก ส่วนที่ตนลงพื้นที่เมื่อ 2 วันที่แล้ว ได้นำกำลังอาสาสมัครฯของกระทรวงมหาดไทยไปสนธิกำลังกับตำรวจ ดีเอสไอ บางส่วน โดยไม่มีการตรวจฉี่ โดยในส่วนของร้านเซฟเฮ้าส์เอกมัยโทษไม่รุนแรงเพียงเพราะจำหน่ายสุราเกินเวลา ขายเหล้าและใบอนุญาตผิดประเภท แต่ที่ตนพบคือพบว่าทางเข้าผับมีทางเข้าทางเดียวและแคบ ตัวอาคารไม่สามารถระบายหรือพังทลายออกมาได้ จึงเตือนให้นักท่องเที่ยวได้ระมัดระวังในการช่วยเหลือตัวเองเป็นพิเศษ

                          นายวิสาร กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นประมาณ 04.30 น. ตนเดินทางไปยังสถานบันเทิงย่านรัชดาฯ โดยยืนยันว่าไม่ได้ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือทุบหม้อข้าวใคร ซึ่งตนก็เห็นใจผู้กำกับสน.สุทธิสารที่ถูกคำสั่งย้ายด่วน ซึ่งพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ก็เข้าใจและได้กำชับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ช่วยสอดส่องดูแล แต่ยืนยันว่าสิ่งที่ตนไปพบที่รัชดามีการนำเห็ดเมาติดสก็อตเทปไว้ที่ใต้โต๊ะเหมือนเป็นของแถมว่าใครมาเที่ยวสามารถหยิบเคี้ยวกินได้ รวมทั้งยังมีตู้บอลที่พัฒนามาจากตู้ม้าไฟฟ้า มีบ่อนการพนันข้างในนั้นด้วย ทั้งนี้ยืนยันว่าตนไม่คิดจะตั้งชุดปฏิบััติการขึ้นมา แต่ขอให้ตำรวจ กทม. และหน่วยป้องกันบรรเทาสาธารณภัยต้องช่วยระมัดระวังป้องกันก่อนที่จะเกิดเหตุ และตนจะกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศให้เตือนประชาชนว่านี่คือภัยร้ายแรงถึงลูกหลานด้วย