คอลัมนิสต์

อย่าเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรง

อย่าเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรง

30 ก.ค. 2556

อย่าเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรง : บทบรรณาธิการประจำวันที่30ก.ค.2556


             ยิ่งใกล้วันเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญเข้ามาเท่าใด ความหวาดหวั่นว่าจะเกิดเหตุรุนแรงก็มากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากการประชุมสภาสมัยสามัญหนนี้ มีเรื่องร้อนแรงอยู่ในวาระการประชุมหลายเรื่องด้วยกัน หลักๆ ก็จะเป็น ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายฉบับ แต่ละฉบับก็ล้วนแต่ท้าทายการตรวจสอบในเจตนารมณ์ของเจ้าของร่างฯ ขณะเดียวกันก็เป็นไปได้ที่จะมีการขอให้รวมทุกร่างฯ เข้าด้วยกัน เพื่อความสะดวกในการพิจารณา เพราะว่าเนื้อหานั้นคล้ายคลึงกันมาก เพียงแต่บางฉบับ ที่ครอบคลุมกว่า และประเด็นเหล่านี้นี่เองที่สร้างความหวาดวิตกให้แก่สังคมที่เต็มไปด้วยความแตกแยกกันอยู่แล้ว

             คำสั่งให้ตำรวจเตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงนี้ทั้งที่เป็นคำสั่งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคำสั่งจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จึงเป็นคำสั่งที่ถูกกำหนดจังหวะเอาไว้อยู่แล้ว และน่าจะเป็นเรื่องที่ดีเสียด้วยซ้ำไป เพราะหากเกิดเรื่องราวขึ้นมาก็ใช้กำลังพลเข้าระงับยับยั้งได้ในทันที เพราะชัดเจนว่า ในการเตรียมพร้อมที่จะชุมนุมกันนั้น มีทั้งกลุ่มที่คัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว และมีกลุ่มที่สนับสนุนให้นิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง รวมทั้งมีคนที่เห็นด้วยกับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ควรจะได้รับอานิสงส์จากกฎหมายที่จะออกมาบังคับใช้

             ถูกต้องแล้วที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. กล่าวยอมรับว่า การชุมนุมเป็นสิทธิตามกฎหมาย สามารถกระทำได้ ซึ่งตำรวจได้มีการเตรียมความพร้อมในการดูแลความสงบเรียบร้อย โดยจะยึดหลักกฎหมาย และขั้นตอนตามหลักสากล ส่วนการประเมินจำนวนของผู้ที่มาร่วมชุมนุม และระดับความรุนแรงนั้นตำรวจจะประเมินแบบวันต่อวัน เพราะไม่ว่าผู้ชุมนุมจะเป็นฝ่ายใด จะมีมากหรือน้อย เขาก็ย่อมได้สิทธิในการชุมนุม ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปดูแลการชุมนุมก็ควรที่จะดูแลจริงๆ ไม่ใช่จ้องแต่จะใช้กำลังเข้าปราบปรามสลายการชุมนุม

             ที่ผ่านมาตำรวจได้ชื่อว่าเป็นกลไกของรัฐบาล กลับแสดงท่าทีที่ไม่แน่ใจว่าต้องการจะสนองรัฐบาล ด้วยการจัดการกับผู้ที่ยืนฝั่งตรงกันข้ามทางการเมืองอย่างเต็มที่หรือไม่ เห็นได้ชัดก็เมื่อครั้งกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามนัดชุมนุมใหญ่แล้วถูกกองกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสกัดกั้นแบบไม่ปรานีปราศรัย จนบาดเจ็บไปหลายคน อ้างเพียงแค่ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจมีกฎหมายรองรับเอาไว้ ซึ่งตรงนั้นยังคงต้องถูกตรวจสอบว่า ถูก-ผิดกันอย่างไร แต่ที่เกิดขึ้นแล้วก็คือ การปฏิบัติหน้าที่เช่นนั้น ได้สร้างความชิงชังให้แก่ผู้ชุมนุมที่เชื่อมั่นในสิทธิของตนเองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

             เปิดการประชุมสภาสมัยสามัญในครั้งนี้ ถึงแม้ใครต่อใครจะเกรงว่าจะเกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะ "คนกลาง" ก็คงจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อสกัดไม่ให้เกิดความรุนแรง และสำคัญที่สุด จะต้องไม่เอาตัวเองไปเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรง หรือกลายเป็นผู้ที่ก่อเหตุรุนแรงกับประชาชนที่มาชุมนุมเสียเอง