
รับโทษ-นิรโทษกรรม
รับโทษ-นิรโทษกรรม : บทบรรณาธิการประจำวันอาทิตย์ 28 ก.ค.2556
พลันที่มติวิปรัฐบาลให้นำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ....ฉบับของ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง มาพิจารณาในวาระแรกในขั้นรับหลักการในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันพุธที่ 7 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ส่งผลให้อุณหภูมิการเมืองไทยร้อนผ่าวและถูกจับตาขึ้นมาทันที เนื่องเพราะหลายฝ่ายเกรงว่าเนื้อหาสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม บางคน สร้างความขัดแย้งให้ขยายวงกว้างกลายเป็นการเผชิญหน้าของคนกลุ่มต่างๆ ขึ้นมาในที่สุด
รัฐบาลอ้างว่า การนิรโทษจะเป็นการลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองมากว่า 7 ปี ผู้ที่สมควรที่ได้รับการนิรโทษคือ ผู้ที่เป็นเหยื่อของการปราบปราม หรือเป็นเหยื่อของความล้มเหลวของการรักษากฎหมายอย่างยุติธรรม และยังเป็นการเยียวยาผู้ที่ไม่ได้รับความยุติธรรมด้วย จะให้ดีจะต้องนิรโทษกรรมทั้งเหตุการณ์ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งหมายรวมถึงคดีอาญาด้วย จะลดความขัดแย้งในสังคมได้ พร้อมเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายมาช่วยกัน จะทำให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่มีการเสนอเข้ามา แต่ขอให้อยู่ในกรอบกฎหมายและกรอบรัฐธรรมนูญตามแนวทางประชาธิปไตย
อย่างไรก็ดี แม้รัฐบาลจะเปิดทางพร้อมรับฟังความเห็นต่าง แต่ความจริงใจดังกล่าวถูกสะท้อนจากคนเสื้อแดงฝ่ายญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน กลับไม่ค่อยได้เสียงตอบรับมากนักจากรัฐบาล โดยเฉพาะแกนนำคนเสื้อแดง สาเหตุอาจเป็นเพราะเนื้อหาไม่ได้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะจะนิรโทษกรรมให้ประชาชนทุกสีทุกกลุ่ม ตั้งแต่ปี 2549-2553 แต่ไม่รวมแกนนำ นปช. ผู้สั่งการ และเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ที่ทำให้เกิดความสูญเสีย ทั้งการบาดเจ็บและเสียชีวิตต่อประชาชน นั่นเท่ากับว่าไม่รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย
สอดรับแนวคิดของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ที่มองว่าตามหลักการนิรโทษกรรม ควรจะค่อยๆ ปลดล็อกออกไปเป็นส่วนๆ เอาส่วนที่สามารถปลดได้ก่อน จะต้องดูรายละเอียดและกำหนดขอบเขตให้ชัดว่ามีพฤติกรรมใดบ้างที่จะนิรโทษกรรมให้ และคนกลุ่มไหนที่สมควรได้รับการนิรโทษ ซึ่งในกรณีที่ทำผิดกฎหมายอาญา ทำให้คนเสียชีวิต หรือทุจริตต่อบ้านเมืองก็ไม่ควรมาเหมารวมอ้างว่าเป็นคดีการเมือง หรือไม่การเมือง แต่จำแนกแจกแจงในแง่ของความผิดว่าคนทำผิดประเภทไหนสมควรได้รับการนิรโทษ แล้วก็ตั้งต้นจากการที่พยายามจะช่วยเหลือประชาชนที่เขาไปแสดงออกทางการเมือง ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในสถานการณ์ปกติ
เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นภายใต้หลักนิติรัฐ โดยไม่ให้เกิดความรุนแรงหรือขัดแย้งขยายวงขึ้น รวมถึงไม่ใช้เสียงข้างมากมาแก้ไขปัญหาให้แก่พรรคพวกของตนเอง ใครทำอะไรผิดกฎหมายเผาบ้านเผาเมืองก็ต้องถูกรับโทษ อย่าให้เกิดข้อครหาในเรื่องของสองมาตรฐาน หรือเน้นย้ำคำพูดให้อภัยสวยหรูเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง นิรโทษกรรมจะเกิดขึ้นได้เมื่อกระบวนการยุติธรรมสิ้นสุดลงแล้ว โดยต้องมีโทษก่อน จึงจะมีการนิรโทษได้



