
ความเพ้อฝันของชายชรา
ความเพ้อฝันของชายชรา : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
ช่วงนี้เห็นการอธิบายคำว่า "ปฏิวัติประชาชน" ในหน้าเพจของกลุ่มองค์กรที่นำมวลชนออกสู่ท้องถนน บ่อยครั้งที่พวกเขาใช้วิธีผสมผสานโน่น-นี่-นั่น แล้วสร้างวาทกรรม "ปฏิวัติ" ขึ้นใหม่
"การปฏิวัติประชาชน จะต้องก้าวไปสู่ชัยชนะอย่างแน่นอน ขอให้เพื่อนๆ และมิตรร่วมรบทั้งหลาย จงสามัคคีกันไว้ อาศัยกลุ่มองค์กรของตนยึดโยงรากฐานไว้กับประชาชน หนุนช่วยซึ่งกันและกันต่อไป จนกว่าการปฏิวัติประชาชนจะได้รับชัยชนะในที่สุด"
นี่เป็นตัวอย่างของการเสนอคำขวัญปฏิวัติประชาชน โดยอดีตผู้ปฏิบัติงานระดับภาคของ พคท. ซึ่งตอนหลังผันตัวเองมาเป็นผู้นำองค์กรภาคประชาชน (ฝ่ายไม่เอาทุนสามานย์)
เมื่อ "เขา" ผ่านสมรภูมิความคิดเหมาเจ๋อตง จึงปรากฏร่องรอยทางทฤษฎีเก่าๆ อาทิ "การต่อสู้ของประชาชนย่อมต้องผ่านรูปแบบ ขั้นตอน และต้องยืดหยุ่นพลิกแพลง" หรือ "ค้นหาสัจจะจากความจริง อย่าคิดเพ้อฝันเป็นอันขาด"
ที่ผมเห็นบ่อยๆ คือ การประดิดประดอยถักร้อยประโยคหรูๆ มากกว่าการค้นหาสัจจะจากความจริง หรือศึกษารูปธรรมอย่างเป็นรูปธรรม
มิเพียงฝ่ายไม่เอาทุนสามานย์ที่คิดแบบนี้ ในฝ่ายไม่เอาอำมาตย์ ก็มีบางกลุ่มที่ติดกับดักความคิดเพ้อฝันว่า มวลชนตื่นตัวแล้ว สถานการณ์สุกงอมแล้ว นั่งขายฝันเหมือนหลอกตัวเองไปวันๆ
ความคิดที่มาแรงในห้วงเวลานี้ ภายในกลุ่มไม่เอาทุนสามานย์คือ เอาเรื่องปฏิวัติกับรัฐประหารมาหลอมรวมเป็นทฤษฎีปฏิวัติประชาชน โดยเสนอให้กองทัพประชาชนจับมือกับกองทัพแห่งชาติ โค่นล้มระบอบทุนสามานย์
พวกเขาอ้างถึงการปฏิวัติในตุรกีระหว่างปี 1908-1909 โดยกลุ่มทหารยังเติร์กตุรกี ผู้นำการขับไล่ระบบทรราชย์ และการปฏิวัติดังกล่าว มีกสิกรชาวนาให้การสนับสนุน หรือการปฏิวัติคาร์เนชั่นในโปรตุเกส โดยทหารและพลเรือน ร่วมกันโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการ
จึงมีบางกลุ่มยกตัวอย่างการก่อการยึดเมือง 9 กันยายน 2528 เป็นรูปธรรมของยุทธวิธี "มวลชนนำหน้า รถถังตามหลัง" เพราะฝ่ายก่อการได้วางแผนใช้กลุ่มแรงงานรัฐวิสาหกิจเป็นกำลังหลัก และมอบให้วงดนตรีเพื่อชีวิตชื่อดังเรียกระดมผู้คนออกมาชุมนุมที่สวนอัมพร
แต่ฉากสุดท้าย แผนการยึดเมืองล้มเหลว เพราะทหารกลุ่มใหญ่ไม่มาตามนัด และมวลชนไม่กล้าขยับ เพราะเห็นรถถังไม่กี่คันมาวิ่งบนท้องถนน
เมื่อเสียงปืนใหญ่รถถังดังสะท้านเมือง นักเพลงเพื่อชีวิตก็เผ่นหนีคนละทิศคนละทาง กลุ่มทหารที่ก่อการในวันนั้น ถูกตั้งข้อหาเป็น "กบฏ" ล้มล้างรัฐบาล
ย้อนเวลาไปก่อนหน้า "กบฏ 9 กันยา" ก็เคยมีผู้เสนอทฤษฎีปฏิวัติประชาชนแบบทางลัด ซึ่งเวลานั้น ได้มีการเคลื่อนไหวของกองทัพประชาชนอยู่ในเขตป่าเขา ตามยุทธศาสตร์ "ชนบทล้อมเมือง" อันยืดเยื้อยาวนาน และด้วยเวลาที่เนิ่นนานเกินไป "นักรบ" บางกลุ่ม จึงแสวงหาหนทางการต่อสู้ใหม่
นักวิชาการบางคน จึงเป็นตัวกลางให้ "ทหารเมือง" กับ "ทหารป่า" มาทำงานร่วมกันภายใต้ยุทธวิธีรบในเมือง เพื่อบรรลุยุทธศาสตร์ปฏิวัติรูปแบบใหม่
แต่การปฏิวัติทางลัดก็ล้มเหลว นายทหารเมืองหลบหนีคดีไปอยู่เมืองนอก ฝ่ายทหารป่าส่วนใหญ่ถูกกันไว้เป็นพยาน และมีบางคนที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาลอบสังหารบุคคลสำคัญของชาติ
เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ฝ่ายทหารป่ากลุ่มเดิมๆ ที่รอดจากติดคุกในคดีลอบสังหารคราวก่อน กลับมาเคลื่อนไหวในนามองค์กรภาคประชาชน และเชื่อมั่นในแนวทาง "มวลชนนำหน้า รถถังตามหลัง" แถมนายทหารอาวุโส(เจ้าเก่า) เป็นผู้เสนอแนวคิดแนวทางดังกล่าว
มาถึงวันนี้ แกนนำมวลชนจำนวนไม่น้อย ยังเพรียกหา "ยังเติร์ก" กลับชาติมาเกิด เพื่อให้การปฏิวัติประชาชนบรรลุเป้าหมาย และให้ความฝันของโอล์ดเติร์กที่รอคอยมานานนับสิบปีเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม แนวทางการต่อสู้ของนายทหารเก่า ถูกวิพากษ์ว่า ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่ายุทธวิธี เพราะสุ่มเสี่ยงเกินไป และไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง
........
(หมายเหตุ : ความเพ้อฝันของชายชรา : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา)



