
แก้ปัญหาสังคมแต่ละช่วงอายุ
แก้ปัญหาสังคมแต่ละช่วงอายุ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 25 ก.ค.2556
การวางแผนยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาสังคมของประเทศ นับเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เกือบทุกประเทศได้กำหนดไว้ในแผนพัฒนาประเทศ เพราะความมั่นคงและก้าวหน้าของชาติย่อมมีประชากรเป็นปัจจัยสำคัญ ต้องมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาทั้งในด้านสติปัญญา อารมณ์ ความคิดและทัศนคติ ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งแต่ละช่วงวัยของประชากรต่างก็มีบุคคลิกและพัฒนาการแตกต่างกันไปและมีปัญหาที่หลากหลายของแต่ละช่วงวัย เริ่มตั้งแต่ทารกแรกเกิดไปจนถึงช่วงอายุสูงวัย จะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศอาจจะมีรากฐานทางวัฒนธรรมและความคิดไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ปัญหาด้านสังคมจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันและบางปัญหากลายเป็นเรื่องอาชญากรรมที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติได้
การที่นายกรัฐมนตรีมีนโยบายต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยต้องการให้ทิศทางการช่วยเหลือสังคมตั้งแต่ช่วงอายุนับเป็นเรื่องที่ดี ให้ทุกหน่วยงานมีกลไกในการแก้ปัญหาสังคมเหมือนกัน และมอบหมายโจทย์ให้ทำการบูรณาการแก้ปัญหาสังคมได้ตลอดทุกช่วงอายุ พร้อมยกตัวอย่างกระทรวงใดบ้างที่จะดูแลในปัญหาช่วงอายุแรกเกิด วัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ให้ถือเป็นอีกหนึ่งมิติในการบูรณาการกับศูนย์ OSCC หรือศูนย์ช่วยเหลือสังคมตลอด 24 ชม. รวมทั้งให้มีแผนยุทธศาสตร์ตลอดช่วงอายุ และสอดแทรกในเรื่องการป้องกันและแก้ปัญหาตั้งแต่เบื้องต้น เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาสังคมอีกต่อไป ขณะเดียวกันยังได้เสริมสร้างพัฒนาการในแต่ละช่วงอายุ ดังนั้นแต่ละกระทรวงต้องหันกลับมาดูยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนภาครัฐมีส่วนช่วยเหลือสังคมได้อย่างเต็มที่
งานวิจัยส่วนใหญ่ระบุว่าสิ่งแวดล้อมทั้งทางกายภาพ ทางสังคม ทางวัฒนธรรม และทางความคิด (Ideational) เข้ามามีอิทธิพลกับพัฒนาการของชีวิตมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิดจนชรา ซึ่งส่งผลต่อความคิดริเริ่ม ความสามารถในการปรับตัว บุคลิกภาพและพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งแยกแยะได้หลายช่วงวัย พอสรุปได้เป็นหลักกว้างๆ วัยแรกเกิดถึง 5 ปี วัยเรียน 6 ปีถึง 12 ปี วัยรุ่น 13 ปีถึง 20 ปี และวัยทำงานตั้งแต่ 21 ปีถึง 45 ปี วัยกลางคน 46 ปีถึง 55 ปี และวัยเกษียณ 56 ปีถึง 60 ปี วัยชรา 61 ปีถึง 80 ปี ช่วงวัยเหล่านี้การพัฒนาความคิดและอุปสรรคตลอดจนการตัดสินใจต่างขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาพแวดล้อมทางสังคมและทัศนคติส่วนตนที่ถูกบ่มเพาะ และทุกปัญหาสังคมแต่ละช่วงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความพร้อมภาครัฐและการดึงทุกส่วนสังคมเข้ามีส่วนร่วมจึงมีความจำเป็น
ปัจจุบันปัญหาสังคมด้านเยาวชนมีหลายเรื่อง ทั้งเด็กติดเกม ยาเสพติด ปัญหาครอบครัวแตกแยกเด็กเร่ร่อน กลุ่มอาชีวะยกพวกตีกันจนถึงตายก็มีบ่อยครั้งและบางครั้งชาวบ้านไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็เสียชีวิตไปด้วย ปัญหาท้องก่อนวัยอันควรที่สูงขึ้นทุกปี การล่อลวง-ค้ามนุษย์และค้ายาเสพติดทางโซเชียลออนไลน์ และปัญหาการฆ่าตัวตายที่แม้ตามสถิติจะลดน้อยลง แต่ก็ยังถือว่าตัวเลขสูงอยู่ดี ตามตัวเลขสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าปี 2543 มีจำนวน 5,189 ราย และในปี 2553 มี 3,761 ราย ส่วนปี 2554 มี 3,873 ราย ที่น่าประหลาดใจพบว่าช่วงอายุ 30-39 ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดกว่ากลุ่มวัยอื่น ดังนั้นปัญหาของสังคมยังเป็นสิ่งท้าทายความสามารถของรัฐบาลจะทำได้สำเร็จมากน้อยเพียงใด



