
เร่งปราบมาเฟียท่องเที่ยว
เร่งปราบมาเฟียท่องเที่ยว : บทบรรณาธิการประจำวันที่21ก.ค.2556
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่เป็นขุมทรัพย์ใหญ่ในการทำรายได้เข้าประเทศ กำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงถึงความไม่ปลอดภัยในการเดินทางมาท่องเที่ยว หลังจากสื่อต่างประเทศนำไปตีแผ่ประสบการณ์เลวร้ายของนักท่องเที่ยว ทั้งด้วยพฤติกรรมของกลุ่มอิทธิพล ที่มักจะเอารัดเอาเปรียบเรื่องค่าโดยสาร ข่มขู่นักท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน การถูกฉกชิงวิ่งราว ทำร้ายร่างกาย ฆ่า ข่มขืน หรือแม้กระทั่งตำรวจรีดไถเงิน ซึ่งทำให้ชาวต่างชาตินับล้านที่มาเที่ยวเมืองไทยในแต่ละปีอาจรู้สึกว่าดินแดนนี้ไม่ใช่สยามเมืองยิ้มอย่างที่ร่ำลือกันอีกแล้ว
แหล่งท่องเที่ยวชั้นนำที่เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของชาวต่างชาติและมีชื่อเสียงโด่งดังมายาวนานทั้ง พัทยา และภูเก็ต กลายเป็นแหล่งอาชญากรรมจากกลุ่มมาเฟียต่างชาติที่เข้ามาแทนที่กลุ่มอิทธิพลในพื้นที่อย่างน่ากลัว โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเก็ต มีกลุ่มมาเฟียรัสเซียเข้ามาเปิดกิจการท่องเที่ยวแบบครบวงจรโดยว่าจ้างคนไทยให้เป็นนอมินี มีการจัดตั้งบริษัททัวร์รับนักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทยด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ใช้แท็กซี่ป้ายดำ โรงแรม ร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกซึ่งเป็นเครือข่ายเดียวกัน ทำให้เงินรายได้จากการท่องเที่ยวไม่เข้าสู่ประชาชนในพื้นที่ และไม่สร้างรายได้เข้าประเทศ หรือที่เรียกว่า ทัวร์ศูนย์เหรียญ
กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬาได้ตระหนักเรื่องนี้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมาก็ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของแก๊งมาเฟียต่างชาติจำนวนมากทั้ง 2 พื้นที่ และได้ประสานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เร่งตรวจสอบชาวต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวไทย ในลักษณะนอมินี การทำธุรกิจอย่างละเอียด การตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อเอาผิดผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย เพราะปัญหาดังกล่าวได้สร้างความเสียหายต่อภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ด้านภาพลักษณ์ และรายได้การท่องเที่ยวที่ไม่เกิดการหมุนเวียนภายในประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
แม้ภาพรวมด้านการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะในด้านรายได้และปริมาณนักท่องเที่ยวยังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าไว้ 24 ล้านคน แต่สถานการณ์เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน อีกทั้งเราต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้นจากการท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา หรือเมียนมาร์ ที่หันมาเปิดประเทศ กลายเป็นคู่แข่งรายใหม่ จนทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มเกิดข้อเปรียบเทียบระหว่างการเดินทางไปสัมผัสกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ในพม่า หรือจะเข้ามาสัมผัสกับการท่องเที่ยวที่ด้อยคุณภาพและเต็มไปด้วยปัญหาในไทย ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อรายได้ 2 ล้านล้านบาทในปี 2558 ที่รัฐบาลวางไว้
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะหันมาแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว เพราะหากมีการร้องเรียนนักท่องเที่ยวถูกข่มขู่รุนแรงขึ้น อาจทำให้สถานทูตของแต่ละประเทศขึ้นแบล็กลิสต์ไทยส่งผลเสียหายในระยะยาวได้ ที่สำคัญควรมุ่งเน้นในความเป็นธรรมชาติมาเป็นจุดขายมากกว่าที่จะเน้นในเรื่องของเมืองโลกีย์เป็นหลัก และหากเรายังมัวให้ความสำคัญกับเรื่องปริมาณโดยไม่ใส่ใจคุณภาพของนักท่องเที่ยวแล้ว อาจส่งผลให้เป้าหมายของรัฐบาลไม่ประสบความมุ่งหวังได้



