คอลัมนิสต์

ปรากฏการณ์เณรคำ

ปรากฏการณ์เณรคำ

12 ก.ค. 2556

ปรากฏการณ์เณรคำ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2556

           เรื่องราวของพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานที่พักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ ดำเนินมาถึงตอนใกล้อวสานเข้าไปทุกที เมื่อคณะสงฆ์ต้นสังกัดมีความเห็นพ้องต้องกันว่า เมื่อพระรูปนี้ไม่ยอมมาพบเพื่อให้ปากคำแก้ต่างความผิดทั้งทางโลกและทางธรรมวินัย ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ได้แจ้งข้อหาไว้ 8 กระทงด้วยกัน ก็จะดำเนินมาตรการอัปเปหิลับหลังให้เป็นพระไร้สังกัดหรือพระเร่ร่อน เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการล่าตัว จับสึกพ้นสมณเพศ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหลายมาตรการที่จะใช้ในการเยียวยา เรียกคืนศรัทธาของพุทธศาสนิกชน พร้อมๆ กับการกำจัดอลัชชีออกจากวงการสงฆ์ไปได้อีกรูปหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ปรากฏการณที่เกิดขึ้นก็เป็นอีกบทเรียนที่ทุกฝ่ายควรจะต้องกลับมาทบทวนกันถึงมาตรการในเชิงป้องกันไม่ให้ อลัชชี สมีทั้งหลาย เข้ามาครองจีวรหากินอีกต่อไป

           ใครที่ได้อ่านเรื่องราวความเป็นมาของหลวงปู่เณรคำ จะพบว่า เส้นทางการสร้างศรัทธา ความเชื่อ ขึ้นในตัวหลวงปู่เณรคำนั้น มีการวางแผนเอาไว้เป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งการสร้างเรื่อง ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ และทำการตลาดเพื่อกระตุ้นความลุ่มหลง เหมือนกับที่นักการตลาดอัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายในหลากหลายรูปแบบ โดยสรุปก็คือ เป็นกระบวนการต้มตุ๋นหลอกลวงประชาชนที่มีผู้สมรู้ร่วมคิดกันเป็นจำนวนมากนั่นเอง ซึ่งในกรณีนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ควรจะต้องสาวลึกลงไปในรายละเอียดของผู้มีส่วนร่วมทั้งหมด เพื่อปฏิบัติการถอนรากถอนโคนกาฝากที่เกาะกินพระพุทธศาสนาให้สิ้นซาก ขณะเดียวกัน ตลอดเส้นทางของขบวนการ 18 มงกุฎรายนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ใหญ่ยักษ์ที่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพเข้ามาปอกลอกหลอกลวงประชาชนได้อย่างง่ายดาย ภายใต้ความเชื่อที่อยู่เหนือการให้ความรู้ทางพระธรรมคำสอนอย่างแท้จริง

           ในแวดวงสังคมชาวพุทธพูดกันมานานแล้วถึงมาตรการป้องกันคนไม่ดีเข้ามาอาศัยผ้าเหลืองหากิน แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบไปพร้อมๆ กับการจับสึกอลัชชีสักรูปหนึ่งซึ่งเหมือนกับเป็นการเซ่นสังเวย เพราะจะว่าไปแล้ว คำว่า "ความศรัทธา" ที่มี "ชุดความเชื่อ" อีกระดับหนึ่งซ้อนทับอยู่อีกชั้น เช่น การไม่ท้าทาย ไม่ลบหลู่ ไม่ข้องแวะ ฯลฯ อันเกิดจากการขาดองค์ความรู้ในพระพุทธศาสนา ยังถือเป็นสภาพความเป็นจริงที่ดำรงอยู่คู่กับสังคมที่มักอนุญาตให้ใครสักคนที่ยังประโยชน์แก่ตนไม่ว่าจะด้วยทรัพย์สินหรือจิตใจก็ตามได้รับอภิสิทธิ์เหนือคนทั่วไป เป็นเสมือนน้ำเลี้ยงให้เนื้อร้ายในพระพุทธศาสนาเจริญเติบโตและขยายกิ่งก้านสาขาออกไปไม่หยุดหย่อน ดังเช่นว่า หลวงปู่เณรคำย่อมไม่ใช่อลัชชีรูปสุดท้าย ตราบเท่าที่ความมืดบอดทางปัญญายังครอบงำผู้คนอยู่อย่างมิดชิดสนิทแน่น เว้นเสียแต่ว่า ทุกฝ่ายจะตระหนักถึง "บ่อเกิดทางปัญญา" ที่จะมาบ่มเพาะภูมิคุ้มกัน ไม่ให้เชื้อแห่งความหลงผิดครอบงำสังคม ถึงตรงนี้ก็ต้องถามหา การปฏิรูปการศึกษา ที่มุ่งสอนให้คน "เรียนรู้ตลอดชีวิต" นั้น ก้าวหน้าไปถึงไหนกันแล้ว หรือว่ายังมะงุมมะงาหราอยู่ในโครงสร้างเดิมๆ ของหน่วยงานที่จะต้องรับหน้าที่เป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนขบวน