คอลัมนิสต์

ความเห็นจากเกาหลี

ความเห็นจากเกาหลี

08 ก.ค. 2556

ความเห็นจากเกาหลี : บทบรรณาธิการประวันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2556

 

             มีเสียงทักท้วงนักวิชาการที่ไปเล่าเรียนอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ ถึงความรอบคอบรอบด้านที่รัฐบาลไทยควรจะต้องคิดใคร่ครวญก่อนจะตัดสินใจใดๆ ลงไป เกี่ยวกับโครงการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้โมเดลการก่อสร้างของบริษัทจากประเทศเกาหลี ที่มีรัฐบาลเกาหลีถือหุ้นใหญ่และให้การสนับสนุน โดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังส่งผลในด้านลบจากโครงการก่อสร้างแม่น้ำสี่สายในประเทศเกาหลี น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่กระตุ้นเตือนไทยได้ว่า ไม่ควรจะผลีผลาม เพราะผลประโยชน์ที่จะได้รับไม่คุ้มกับสิ่งที่จะสูญเสียไปอย่างยากจะเรียกกลับคืน โดยที่ประเทศเกาหลีเองก็กำลังหาเงินเข้าประเทศด้วยการ "ส่งออก" บริษัทก่อสร้างไปรับงานระดับนานาชาติ ซึ่งท้ายที่สุด ผลประโยชน์จะตกกับประเทศเกาหลีเสียมากกว่า

             โครงการบริหารจัดการน้ำตามโมดูลที่ 5 ซึ่งผู้รับเหมานำเสนอร่างทีโออาร์กับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) นั้น ดูเหมือนจะถูกจับตามากที่สุด ไม่เพียงเฉพาะแต่ว่ามีบริษัทจากประเทศเกาหลีใต้เป็นผู้ชนะประมูลโครงการเท่านั้น หากแต่แผนงานอภิมหาโปรเจกท์นี้จะกระทบกับคนหมู่มาก และสภาพแวดล้อมทั้งลุ่มน้ำ และป่าต้นน้ำในภาคตะวันตก กินอาณาบริเวณตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ลงมาถึง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งยังไม่นับรวมอีกหลายจังหวัดในพื้นที่ท้ายน้ำที่จะได้รับผลกระทบในสภาพจำยอมเป็นพื้นที่รับน้ำ (ฟลัดเวย์) ก่อนระบายลงสู่อ่าวไทยที่ปากแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน ทั้งหมดนี้ล้วนมีผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างไม่ต้องสงสัย

             แต่เริ่มเดิมความนั้น โครงการบริหารจัดการน้ำที่ต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 3.5 แสนล้านบาทนี้ มีรากเหง้ามาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 โดยสาเหตุก็เป็นที่รู้กันว่า มาจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีเขื่อน ไม่มีอ่างเก็บน้ำ ไม่มีฟลัดเวย์ ไม่มีพนังกั้นตลิ่ง แต่ที่เอาไม่อยู่ก็เพราะไม่มีแผนรองรับเสียมากกว่า เมื่อเหตุแห่งปัญหาเป็นเช่นนี้ จึงมีคำถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่จะสร้างโครงการขนาดใหญ่ขึ้นมาอีก เพราะตราบเท่าที่ยังไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ต่อไปคลองระบายน้ำขนาดกว้าง 120 เมตร ระยะทางยาว 400 กิโลเมตร ก็จะแล้งน้ำในหน้าแล้ง และบ่าท้นในหน้าน้ำ ในสภาพเดียวกันกับเขื่อนขนาดใหญ่ของประเทศที่กำลังประสบปัญหามีน้ำไม่เพียงพอใช้ประโยชน์อยู่ในอ่างขณะนี้ ถึงขนาดต้องทำฝนเทียมเติมน้ำในเขื่อนกันเลยทีเดียว

             ขณะที่นักวิชาการแสดงความห่วงใยต่อสภาพแวดล้อม ชาวบ้านที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ก็เริ่มเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการฟลัดเวย์ที่จะผ่านมาทางพื้นที่ทำกินของพวกเขา เพราะเมื่อโครงการเกิดขึ้นสิ่งที่จะตามมาก็คือสภาพพลัดถิ่น สูญเสียที่ดินทำกินที่ถือครองกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ซึ่งแน่นอนว่า การจ่ายเงินค่าเวนคืนจะไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องสูญเสียไป นั่นก็คืออาชีพที่พวกเขาถนัดและวิถีชีวิตที่ดำเนินไปภายใต้สภาพแวดล้อมอันอุดมสมบูรณ์ เหล่านี้ล้วนกระจ่างชัดอยู่ในคำสั่งของศาลปกครองแล้วว่า ถ้าหากรัฐบาลรีบเซ็นสัญญาก่อสร้างกับเอกชน สิ่งที่ตามมาก็คือ ผลการศึกษาผลกระทบจะออกมาเป็นบวกกับเอกชน เสมือนมีธงอยู่ก่อนแล้วว่า ถึงอย่างไรก็จะต้องสร้างให้ได้ เมื่อเหตุผลรอบด้านประจักษ์ชัดเช่นนี้แล้ว รัฐบาลก็ไม่ควรเร่งรัดโครงการในลักษณะ "มัดมือชก" อีกต่อไป