คอลัมนิสต์

สังคมต้องจับตา

สังคมต้องจับตา

05 ก.ค. 2556

สังคมต้องจับตา : บทบรรณาธิการประจำวันที่5ก.ค.2556


              ตามความเห็นของนายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่ระบุว่า ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ที่คปก.ได้ศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และทำบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 นั้น สรุปความเห็นว่า การกู้เงินตามร่างกฎหมายดังกล่าว อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 หมวด 8 ที่ว่าด้วย การเงิน การคลัง และงบประมาณ ในมาตรา 169 ที่บัญญัติไว้ว่า “การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ หรือกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง...” ต้องถือเป็นปัญหาใหญ่อีกเปลาะหนึ่งของรัฐบาลหลังจากที่ต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันจากเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำมาก่อนหน้า เพราะติดปัญหาตรากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญเช่นกัน

              อาจเรียกได้ว่า อภิมหาโครงการทั้งสองที่รัฐบาลพยายามผลักดันผ่านร่างพระราชบัญญัติ หรือก็คือกระบวนการนิติบัญญัติที่ผ่านรัฐบาลเสียงข้างมากนั้น เป็นเป้าหมายใหญ่ของรัฐบาลดังที่มีรัฐมนตรีเรียกขานกันว่าเป็น Growth Machine ที่จะเข้ามาเป็นพลังขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับการสร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ และปฏิวัติระบบสาธารณูปโภคขนานใหญ่ ที่บางฝ่ายอาจมองว่าเป็นเพียงการต่อลมหายใจรวยรินของนโยบายประชานิยมที่กำลังก่อปัญหาขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งรถคันแรก จำนำข้าว แต่ก็ยังมีเสียงสนับสนุนนโยบายดังกล่าว ด้วยเหตุที่ว่านอกจากจะทำให้ภาคเศรษฐกิจการลงทุนกลับฟื้นคืนชีวิตกันอย่างคึกคักแล้ว ในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยก็จะมีระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมที่ทันสมัยตอบรับการเปิดประเทศในฐานะสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่เมื่อเรื่องกลับกลายเป็นว่า รัฐบาลกำลังฝืนรัฐธรรมนูญทั้งสองกรณี ก็เป็นกรณีใหม่ที่สังคมพึงจับตากันต่อไปว่า สิ่งที่จะเกิดตามมานั้นจะเป็นเช่นไร

              เป็นที่ทราบกันดีว่า ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อช่วงครึ่งหลังของปี 2556 นี้ ตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศที่ผูกติดอยู่กับการส่งออกหรือประชาคมโลกแสดงให้เห็นว่า ยากยิ่งที่จะผงกหัวขึ้นได้ ขณะที่การจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือนก็เริ่มลดลงเป็นลำดับตามภาวะความเป็นจริง ทั้งในปัจจัยที่ประชาชนควักเงินจับจ่ายตามแรงกระตุ้นจากประชานิยมไปก่อนหน้านั้นแล้ว ทั้งภาวะข้าวยากหมากแพง ทั้งการใช้จ่ายเงินทองอย่างระมัดระวัง ฯลฯ ปัญหาใหญ่เหล่านี้จะเป็นบูมเมอแรงย้อนกลับมาสั่นสะเทือนเสถียรภาพของฝ่ายบริหารเอง ขณะที่เริ่มมีเสียงจากฝ่ายที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลว่า ในครึ่งปีหลังที่เหลืออยู่นี้การเมืองจะร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ และมีกลุ่มคนจ้องล้มรัฐบาลที่เริ่มลงมือทำอย่างเป็นขบวนการ จนทำให้เกิดภาพซ้อนทับคลุมเครือระหว่างความไม่พอใจจากปัญหาเศรษฐกิจดังสนิมเกิดแต่เนื้อในตน หรือว่า ความวุ่นวายเพราะมีผู้ประสงค์ร้ายต่อรัฐบาลกันแน่ ทั้งสองกรณีนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมจะต้องแยกแยะ เพื่อไม่ให้ตกไปในกลเกมการเมืองที่อาจจะเกิดตามมา โดยผลักภาระความรับผิดชอบให้พ้นไปจากตนเองอย่างที่เคยเป็น