คอลัมนิสต์

ฤดูทำนาของ'ชาวนามือถือ'

ฤดูทำนาของ'ชาวนามือถือ'

04 ก.ค. 2556

ฤดูทำนาของ'ชาวนามือถือ' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา


              "ส่งข่าวครับ ค่าแรงทำนาวันละ 350 บาท ต้องนำเข้าจากฝั่งโน้น ที่เหลือเป็นไทครัวจากห้วยทม ป่าก่อ แรงงานในพื้นที่ มีไม่ถึง 10%  เดี๋ยวนี้บ้านเราเหลือคนทำนาจริง ไม่เกิน 60% แต่ที่น่าสนใจชาวนาขับมิวเซเว่น วีโก้ ดีแมคซ์ ไปทำนา.."

              น้องชายส่งข่าวผ่านอินบ็อกซ์ มาจากหมู่บ้านชายฝั่งโขง บอกเล่าฤดูทำนาที่เปลี่ยนไป ซึ่งชาวนาจำนวนไม่น้อยใน พ.ศ.ปัจจุบัน เปลี่ยนสภาพเป็น "ผู้จัดการนา" ที่หวังพึ่งแรงงานคน และรถไถคูโบต้าเป็นด้านหลัก

              ฤดูทำนาปีนี้ แรงงานหายากมาก จึงต้องขยับจากวันละ 300 บาท เป็น 350 บาท เพื่อนำเข้าแรงงานมาจากประเทศเพื่อนบ้าน

              "ชาวกสิกรยุคใหม่" ใช้มือถือทำนา ติดต่อว่าจ้างรถไถคราด และโทรข้ามโขงไปหาแรงงานในหมู่บ้านต่างๆ หรือแจ้งข่าวไปยัง "แหล่งทุน" ในกรุงเทพฯและปริมณฑล อันหมายถึงลูกหลานที่มาทำงานรับจ้างในเมืองใหญ่

              ขณะเดียวกัน พ่อค้าไข่ปิ้ง แม่ค้าส้มตำน้ำตก พนักงานตามห้างสรรพสินค้า กรรมกรหนุ่มสาวในโรงงาน มีสถานะเป็น "ผู้จัดการนา" โดยปริยาย ทุกฤดูทำนา พวกเขาจะโทรไปบอกญาติพี่น้องในหมู่บ้าน ว่าจ้างรถไถคราด จ้างคนดำนำ คนใส่ปุ๋ย และจ้างรถเกี่ยวข้าวพร้อมสีเสร็จสรรพ

              มีเรื่องเล่าสนุก พนักงานออฟฟิศรายหนึ่งส่งไลน์ไปหาเพื่อนในหมู่บ้าน ให้จ้างรถไถ จ้างคนมาทำนา เรียกว่าทำนาทางไลน์ ไม่ต้องเปื้อนโคลนตม

              ช่วงที่มีข่าวเรื่องลดราคาจำนำข้าว ก็ได้ยินนักเล่าข่าวหน้าจอบางช่อง โอดครวญถึงชีวิตชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน หรือบางช่องก็ไปขุดเอาเพลง "กลิ่นโคลนสาบควาย" มาเปิดประกอบ เรียกว่าให้ข่าวมันดราม่าเข้าไว้

              นักเล่าข่าวก็เล่าละเอียด จนเห็นภาพชาวนาทุกข์ยากลำบากเข็ญ คนเมืองฟังน้ำตารื้นสงสารชาวนา แต่ชาวนาตัวจริง นั่งอยู่หน้าจอหัวร่องอหาย ก่อนจะขับดีแมคซ์สี่ประตู ไปดูลูกจ้างจากฝั่งซ้ายดำนา

              บางช่องที่หนุนรัฐบาล ก็เปิดเพลง "เปิบข้าว" หวังที่จะให้พวกที่ค้านโครงการจำนำข้าว ได้สำนึกในบุญคุณชาวนา แต่พวกเขากลับไม่ทราบว่า ชาวนายุคมือถือทำนา 2 ปี 7 ครั้ง ไม่มีพิธีบูชาแม่โพสพ ไม่มีทำบุญข้าวขึ้นเล้า พวกเขาต้องเร่งทำ เร่งเก็บเกี่ยว เพื่อให้ทันเวลาเข้าโครงการจำนำข้าว

              จะว่าไปแล้ว ชีวิตชาวนาพลิกเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม มีแต่นักเล่าข่าวหน้าจอทั้งหลาย ยังละเมอเพ้อฝันอยู่กับภาพชาวนาแบบเก่าๆ

              จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ 2555 สัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรของไทยลดลงอย่างเห็นชัดเจน นัยว่าเหลือเพียงร้อยละ 41.1 ในปี 2554 โดยแรงงานจากท้องทุ่งที่หายไป ได้เข้าไปทำงานในภาคบริการ และภาคการผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการ

              ครอบครัวของคนอีสาน มีรายได้หลักจากนอกภาคเกษตรกรรม เนื่องจากภาคบริการและอุตสาหกรรม สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งแตกต่างจากอาชีพเกษตรกรรมที่มีระยะเวลาทำงานเพียง 6 เดือน รวมถึงรายได้ที่ไม่ต่อเนื่องขึ้นอยู่กับกลไกตลาด และสภาพภูมิอากาศ

              นักวิชาการทั้งหลาย จึงเป็นห่วงว่า แรงงานในภาคเกษตรของเราจะอยู่ในขั้นวิกฤติ และแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พึ่งพาแรงงานต่างชาติ หรือไม่ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน

              ความเป็นห่วงของนักวิชาการ ก็ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว ที่หมู่บ้านชายฝั่งโขง ในฤดูทำนาปีนี้ เมื่อชาวนาฝั่งซ้ายข้ามโขงมากินค่าแรง 350 บาทต่อวัน