
ปราบโกง
ปราบโกง : บทบรรณาธิการประจำวันที่2ก.ค.2556
ถึงแม้ว่าผู้นำรัฐบาลอย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะยังไม่พูดให้ชัดเจนว่าจะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่น หรือฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างไร แต่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คนล่าสุดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ปรับปรุงคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 5 แล้ว ทั้งที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินด้วยเวลาเพียง 2 ปี กลับพูดชัดเจนว่าจะเข้ามาจัดการกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งผู้คนในสังคมย่อมเข้าใจเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่า ทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น ย่อมหมายถึงการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลชุดนี้
ที่ผ่านมาพรรคร่วมฝ่ายค้านได้พยายามชี้ให้เห็นช่องทางที่น่าเชื่อว่าจะมีการทุจริตจากการโครงการรับจำนำข้าว ตันละ 15,000 บาท ของรัฐบาล แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือ คำท้าทายให้ไปหาใบเสร็จ จนสุดท้ายมีการร้องไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อไม่ให้องค์กรอิสระองค์กรนี้ ทำหน้าที่เพียงแค่ ป้องกัน แต่ให้ขยับเข้ามาดำเนินการจัดการปัญหาทุจริตอย่างแท้จริง ภายใต้ข้อร้องเรียนที่ถูกส่งเข้าไปให้พิจารณา ซึ่งข้อมูลเหล่านั้น ก็แทบไม่ต่างจากข้อทักท้วงห่วงใยของ ป.ป.ช.ที่ส่งไปเตือนรัฐบาลตั้งแต่โครงการนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้น
ล่าสุด เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (เอสวีเอ็น) ได้จัดเสวนา “ความจริงข้าวประเทศไทย ใครล่มจม ใครร่ำรวย” ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ระบุชัดเจนว่า รัฐบาลรับจำนำข้าวมาแล้ว 4 ฤดูกาล รวม 40 ล้านตัน ใช้เงินไป 6.2 แสนล้านบาท ขายข้าวไปแล้ว 5 ล้านตัน ขาดทุนไป 1.1 แสนล้านบาท นั่นย่อมหมายความว่ายังมีข้าวที่ต้องระบายสู่ตลาดอีกกว่า 30 ล้านตัน ซึ่งที่ผ่านมา ดร.นิพนธ์ ระบุว่า รัฐบาลใช้การระบายข้าวแบบลับๆ ซึ่งเป็นจุดที่เกิดการทุจริตมากที่สุด เพราะขายไปในราคาถูกกว่าที่รับจำนำมา
ถ้อยแถลงของ นายนิวัฒน์ธำรง ที่จะเข้ามาสะสางปัญหาทุจิตคอร์รัปชั่นจึงต้องนับเป็นสัญญาประชาคมที่เมื่อเริ่มทำงานแล้วต้องเดินเครื่องในทันที เพราะแต่เดิมนั้น นายนิวัฒน์ธำรง เองก็อยู่ในคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) อยู่แล้ว ย่อมรู้เส้นสนกลในใครเป็นนายหน้าม้าใช้ และสุดท้ายเม็ดเงินที่รั่วไหลนั้นไปเข้ากระเป๋าใคร และเมื่อรู้แล้วจะทำอย่างไรกับสิ่งที่รู้ ปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไป หรือปล่อยให้ธรรมชาติลงโทษ หรือจะเข้ามาจัดการตามที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้โดยที่ไม่เกรงว่าสุดท้ายแล้วจะไปลูบหน้าแล้วปะจมูกของใคร
ลำพังการพูด หรือการให้คำมั่นสัญญาของรัฐมนตรีผู้หนึ่ง ฟังแล้วอาจตื่นเต้นยินดีราวกับได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่เมื่อกลับมาย้อนดูความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ การจะขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นขนาดใหญ่ที่เกี่ยวพันกับหลายหน่วยงานและถูกจัดวางเอาไว้อย่างสลับซับซ้อน แถมยังมีผู้มีบารมีกำกับจังหวะก้าวย่างอยู่เบื้องหลัง มันแทบไม่ได้ทำให้ความหวังเพิ่มขึ้นมากเท่าใดนัก แต่หากงานนี้ผู้นำรัฐบาลยินยอมที่จะประกาศและแสดงให้เห็นว่า สนับสนุนแนวคิดที่ว่า และส่งเสริมบทบาทของหน่วยงานที่ปราบปรามการทุจริตอย่าง ป.ป.ช. เมื่อนั้นแหละที่จะรับรู้ได้ว่า แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มันมีอยู่จริง



