คอลัมนิสต์

'นโยบายข้าว-น้ำ'ปัญหาหนักอก

'นโยบายข้าว-น้ำ'ปัญหาหนักอก

01 ก.ค. 2556

'นโยบายข้าว-น้ำ'ปัญหาหนักอกไม่ยกออกระวังถูกถอดยกครม. ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

               ดูเหมือนว่า ขณะนี้ "มรสุม" ทั้งเรื่องการบริหารบ้านเมือง และมรสุมการเมือง ได้กระหน่ำมายังรัฐบาลระลอกใหญ่ นโยบายต่างๆ ที่เคยถูกตั้งข้อสังเกตและมีคำทักท้วงไว้ตั้งแต่แรก เริ่มทยอย "ปัญหา" ออกมาให้เห็นแล้ว

               การเมืองนอกสภาที่เด่นชัดคือ การชุมนุมรวมตัวกันของ "กลุ่มหน้ากากขาว" ที่เกิดขึ้นทุกวันอาทิตย์หลายจังหวัดทั่วประเทศ เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้น แม้จะมีบางจังหวัดถูกสกัดกั้น หรือถูกก่อกวนจาก "คนเสื้อแดง" แต่ก็ยังคงมีการชุมนุมของ "กลุ่มหน้ากากขาว" เกิดขึ้นทุกสัปดาห์

               โดยป้ายประท้วงที่เห็นส่วนใหญ่เกิดจากความไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาล

               ขณะที่ "ฝ่ายค้าน" นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ก็เดินสาย "จัดเวทีเดินหน้าผ่าความจริงฯ" ตามจังหวัดต่างๆ โดยปราศัยความผิดพลาดการบริหารงานของรัฐบาล

               และนับจากนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะเปิดประชุมสภาในวันที่ 1 สิงหาคม พรรคประชาธิปัตย์จะจัด "เวทีเดินหน้าผ่าความจริงฯ" ตามพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ถือว่าการเมืองนอกสภาในขณะนี้มีความน่าสนใจมิใช่น้อย

               ความผิดพลาดจากการบริหารบ้านเมืองที่เด่นชัดที่สุด คือ "นโยบายรับจำนำข้าว" ที่หลายฝ่ายมองว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการบริหารงานโครงการดังกล่าวที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินงบประมาณไปกับโครงการนับแสนล้านบาท

               ทั้งที่เคยมีเสียงท้วงติงจาก "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) ที่ชี้ให้เห็น "ช่องโหว่" ที่เอื้อต่อการทุจริต แต่ดูเหมือนรัฐบาลก็มิได้นำพาต่อเสียงท้วงติงดังกล่าว

               และอีกเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหา "แน่นอก ยากจะยกออก" คือ กรณีการอนุมัติโครงการบริหารจัดการน้ำตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้าน

               หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง ในการนำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไปจัดทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง และศึกษาผลกระทบโครงการต่อชุมชน ที่อาจสร้างความรุนแรงด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนจะลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างผู้รับเหมาโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้าง ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยในแต่ละแผนงานรวม 9 โมดูล

               เกี่ยวกับโครงการนี้ ทาง "ป.ป.ช." ก็เคยทำหนังสือเสนอแนะเป็นเรื่องของแนวทางป้องกันการทุจริตไว้เช่นกัน แต่รัฐบาลก็ยังเดินหน้าทำโครงการบริหารจัดการน้ำต่อไป

               จนกระทั่งศาลปกครองมีคำสั่งทำให้รัฐบาลต้องชะลอการจัดซื้อจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาโครงการบริหารจัดการน้ำ ทั้งบริษัทที่ปรึกษาทำหน้าที่ช่วยบริหารและตรวจกำกับแบบก่อนการก่อสร้าง และบริษัทที่ปรึกษาทำหน้าที่คุมการก่อสร้าง

               และได้ตั้ง "คณะกรรมการพิเศษศึกษาและวิเคราะห์รายละเอียดคำสั่งศาลปกครองกลางทุกประเด็นของกฎหมาย" โดยมี "พงศ์เทพ เทพกาญจนา" รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อไปกำหนดแนวทางด้านกฎหมายโครงการน้ำของรัฐบาล รวมทั้งจะตัดสินใจว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ต่อไป

               แต่เรื่องไม่จบแค่คำสั่งของศาลปกครองเท่านั้น เพราะฝ่ายค้าน โดย "พรรคประชาธิปัตย์" เตรียมยื่นถอดถอนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะ กรณีการอนุมัติโครงการบริหารจัดการน้ำ ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท

               "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า มติการยื่นถอดถอนครั้งนี้ทำเฉพาะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่เกี่ยวข้อง การยื่นถอนถอดเพราะเห็นว่าการกระทำของรัฐบาลเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ คือ 1.ทุจริต 2.ผิดกฎหมาย และ 3.ร่ำรวยผิดปกติ

               "ขณะนี้รัฐบาลได้ทำผิด 2 หรือ 3 ข้อ คือส่อทุจริต ทำผิดกฎหมาย ทางพรรคจึงมีมติยื่นถอดถอน ครม.ทั้งคณะ โดยวันจันทร์นี้การรวบรวมรายชื่อ ส.ส.น่าจะครบตามกฎหมายกำหนด จากนั้นวันอังคารก็จะนำหนังสือยื่นถอดถอนไปยื่นต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งได้นัดหมายเวลากันเรียบร้อยแล้ว โดยจะไปยื่นหนังสือในช่วงบ่ายวันอังคาร" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

               สำหรับกระบวนการต่อจากนั้น "จุรินทร์" กล่าวว่า ประธานวุฒิสภาจะนำหนังสือยื่นถอดถอนพิจารณาส่งต่อให้ ป.ป.ช.ชี้มูลต่อไป หาก ป.ป.ช.ชี้มูลมีการกระทำผิดจริงรัฐมนตรีทั้งคณะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

               "จุรินทร์" กล่าวว่า หากคณะกรรมการพิเศษศึกษาและวิเคราะห์รายละเอียดคำสั่งศาลปกครองกลางทุกประเด็นของกฎหมายที่รัฐบาลตั้งขึ้นตัดสินใจเดินหน้าทำโครงการต่อหากเกิดความเสียหายขึ้นรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้น


ศาลปกครองสั่งรัฐทำตาม รธน. 2 มาตรา

              รัฐธรรมนูญมาตรา 57 (2) ระบุว่า "การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนที่ดินอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมืองการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎหมายที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ
รัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ระบุว่า "การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว"

.......................................

(หมายเหตุ : 'นโยบายข้าว-น้ำ'ปัญหาหนักอกไม่ยกออกระวังถูกถอดยกครม. ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)