คอลัมนิสต์

อวสานแผนเหมาเข่ง

อวสานแผนเหมาเข่ง

01 ก.ค. 2556

อวสานแผนเหมาเข่ง : บทบรรณาธิการประจำวันที่1ก.ค.2556


             คำสั่งศาลปกครองกลางที่ให้รัฐบาล โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ (กยน.), คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ในฐานะเป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 ชะลอการเซ็นสัญญาก่อสร้างโครงการก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำระหว่าง กบอ.กับเอกชนที่ชนะการประกวดราคาและแบบก่อสร้างเอาไว้ก่อน จนกว่าจะเปิดให้รับฟังความเห็นของประชาชน และผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 57(2) และ 67(2) เสียก่อน มีความชัดเจนอยู่ในตัวเองแล้วว่า ตามคำบรรยายของศาลพอสรุปได้ว่า การที่จะให้เอกชนจัดรับฟังความเห็นของประชาชนและศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพด้วยตนเองนั้น ผลที่จะออกมาก็คือ จะเป็นไปตามธงที่ปักเอาไว้ก่อนหน้าแล้ว ถ้าหากรัฐบาลผลีผลามลงนามในสัญญา ซึ่งผลของการกระทำดังกล่าวจะเกิดผลเสียอย่างใหญ่หลวงในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย

             อย่างไรก็ตาม โครงการต่างๆ ที่เอกชนยื่นทีโออาร์ให้ กบอ.พิจารณานั้น พบว่าหลายโครงการ โดยเฉพาะการสร้างอ่างเก็บน้ำต่างๆ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาก่อนแล้ว บางโครงการอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นประชาชน บางโครงการอยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จึงมีข้อสงสัยตามมาว่า เพราะเหตุใดรัฐบาลจึงตัดสินใจให้เอางานก่อสร้างดังกล่าวผนวกรวมเข้าไว้ในทีโออาร์ของเอกชน จนในที่สุดเมื่อศาลมีคำสั่งจึงเกิดกรณีที่ต้องพิจารณาว่า โครงการของกรมชลประทานเดิมนั้นจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งอาจมองได้ว่า รัฐบาลมีวาระซ่อนเร้น ที่จะเร่งรัดโครงการของกรมชลประทานผ่านแผนงานบริหารจัดการน้ำ พูดง่ายๆ ก็คือ "มัดมือชก" เพราะคงคาดหมายเอาไว้ว่า เมื่อผนวกรวมโครงการเข้าด้วยกันแล้วก็จะสามารถเดินทางลัดได้แบบ "ยกเข่ง" กันเลยทีเดียว

             นับจากนี้ แทนที่จะหาช่องยื่นอุทธรณ์ รัฐบาลโดย กบอ.ควรจะต้องเร่งดำเนินการตามคำสั่งของศาลปกครองอย่างเคร่งครัด เพื่อให้โครงการบริหารจัดการน้ำเกิดขึ้นโดยยังประโยชน์กับส่วนรวมมากที่สุด โดยเฉพาะทุกโครงการจะต้องผ่านการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ดังที่เห็นกันอยู่ว่า แม้อ่างเก็บน้ำหลายแห่งในภาคเหนือ กรมชลประทานลงมือก่อสร้างขึ้นตามคำร้องขอของประชาชนที่ต้องการกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค และแก้ปัญหาอุทกภัย แต่ก็มีอีกบางโครงการที่มีเสียงคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง เช่น เขื่อนแม่วงก์ ที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งตามแผนงานแล้วจะต้องเอาผืนป่าต้นน้ำภาคตะวันตกที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เหลืออยู่อย่างน้อยที่สุด 13,000 ไร่ ไปแลกกับอ่างเก็บน้ำขนาดยักษ์ที่ยังไม่รู้อนาคตว่าจะยังประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียไปอย่างไม่มีวันเรียกกลับ ทั้งหมดนี้รัฐบาลโดย กบอ.จะต้องออกมาแจกแจงทำความเข้าใจกับประชาชนให้กระจ่าง ซึ่งก็เชื่อว่า ระยะเวลาที่เหลืออยู่อีก 1-2 ปีข้างหน้านี้ รัฐบาลจะเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนรวม เพื่อให้สังคมได้เป็นเจ้าของการบริหารจัดการน้ำอย่างแท้จริง มิใช่ของใครคนใดคนหนึ่งอย่างที่ผ่านมา