
ภารกิจ'ประกบตัว'ที่รามันปฏิบัติการสร้างสุขดับไฟใต้
ภารกิจ'ป'ระกบตัว'ที่รามันปฏิบัติการสร้างสุข ดับไฟใต้ : กระดานความคิด โดยไพศาล ทักษิณ
หลายคนคงได้ยินชื่อโครงการพัฒนาระบบจัดการดูแลรายกรณี (Case Management Unit-CMU) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ประกบตัว” ของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) มาบ้างแล้วก่อนหน้านี้
ภารกิจประกบตัว ของ สสค.เกิดขึ้นด้วยเป้าประสงค์เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในปัจจุบันทั้งปัญหาแม่วัยรุ่น ปัญหาการก่อความรุนแรงในหมู่เยาวชน และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันนี่คือปัญหาใหญ่ระดับชาติที่อาจสร้างความยุ่งเหยิงตามมาอีกมากมายให้แก่สังคมในอนาคต
ที่สำคัญหากพูดถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นในเด็กย่อมมีมากกว่าภูมิภาคอื่นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรง ยิ่งทำให้การดูแลแก้ปัญหายากขึ้นเป็นเท่าตัว เช่น ที่โรงเรียนรามันศิริวิทย์ ในเขต อ.รามัน จ.ยะลา พื้นที่ซึ่งปรากฏข่าวความรุนแรงให้เห็นอยู่เป็นระยะ จนถูกเพ่งมองในสายตาของหน่วยงานด้านความมั่นคงว่าที่มีเป็นเขตพื้นที่ “สีแดง” หรือพื้นที่เคลื่อนไหวของแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบด้วยนั่นเอง
สุพิศรา มะแด นักวิชาการศึกษาจากเทศบาลรามัน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในตัวอำเภอเมืองยะลา ยอมรับว่า ปัญหาความไม่สงบ คืออุปสรรคใหญ่ในการเดินทางมาทำภารกิจ “ประกบตัวเป้าหมาย” เพราะไม่มีใครประกันความมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตได้ แต่ความหวาดกลัวในอันตรายก็ไม่ได้ทำลายความตั้งใจได้
เยาวชนที่สุพิศราเข้าไปดูแล ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ขาดการดูแล เนื่องจากขาดหัวหน้าครอบครัว และฐานะยากจน ทำให้ขาดเรียนบ่อยไม่มีทุนทรัพย์ในการศึกษาเล่าเรียน
อีกทั้งเด็กบางส่วนที่อยู่ห่างไกลความเจริญหรืออยู่ในถิ่นทุรกันดาร ไม่สามารถเดินทางมาศึกษาที่โรงเรียนรามันศิริวิทย์ได้ เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีรถประจำทาง ทำให้ผู้เรียนเสี่ยงต่อการออกจากการเรียนกลางคัน
“เด็กที่เราเข้าไปกระกบในโครงการนี้มีจำนวน 37 ชีวิต เป็นงานที่ไม่ง่ายเลยเพราะปัญหาความไม่สงบ ดังนั้นจึงต้องหาทีมงานซึ่งเป็นคนในพื้นที่มาร่วมภารกิจ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครูในสถานศึกษา ทำให้สามารถจัดการดูแลรายกรณี ได้ตามแผนงานที่วางไว้” สุพิศราบอกและสะท้อนว่า ผู้ปกครองและเด็กเป้าหมายมีความรู้สึกว่า ไม่ได้ถูกทอดทิ้งหรือปิดโอกาส เพราะปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ได้ฉุดรั้งให้คุณภาพการศึกษาล้าหลังกว่าภูมิภาคอื่น ดังนั้นภารกิจ “ประกบตัว” จึงเหมือนเป็นการหยิบยื่นโอกาสและไมตรีความห่วงใยให้แก่คนในพื้นที่อีกทางหนึ่งนั่นเอง
นายณรงค์ ชูเพชร ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา ในฐานะหัวหน้าโครงการพัฒนาหน่วยจัดการดูแลรายกรณี ระดับจังหวัด กล่าวว่า การจัดการดูแลรายกรณีของจังหวัดยะลา เน้นการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น มีบุคลากรทุกสาขาอาชีพเข้าร่วม ทั้งฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายปกครอง และชุมชน โดยทดลองในพื้นที่นำร่อง 6 พื้นที่ (เทศบาลตำบลรามัน ก็เป็นหนึ่งในนั้น) มีเด็กด้อยโอกาสกว่า 200 คน โดยแบ่งออกไป 3 กลุ่ม ได้แก่ เด็กปกติ, เด็กกลุ่มเสี่ยง หมายถึงเด็กอยู่ในระบบโรงเรียนที่ยังไม่มีปัญหา แต่ถ้าปล่อยไว้อาจจะมีปัญหาตามมาได้ และกลุ่มเด็กที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ หากไม่ดูแลเด็กกลุ่มนี้จะหลุดจากระบบการศึกษา
“เด็กด้อยโอกาสที่เข้าโครงการ มีอยู่หลากหลายกลุ่ม เช่นคุณแม่วัยใส กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี เด็กพิการ และบางส่วนเป็นเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ พ่อแม่เสียชีวิต หรือแยกทางกัน ทำให้กำพร้าไม่มีใครดูแล”
จากการทำงานตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสคืนสู่ห้องเรียน เด็กพิการก็ได้รับการดูแลอย่างดีจากทีมประกบตัว จนได้เรียนในศูนย์การศึกษาพิเศษ ยะลา ขณะเดียวกันคุณแม่วัยใสที่พบซึ่งมีอายุไม่ถึง 15 ปี ทีมประกบตัวได้เข้าไปให้ความรู้ เตรียมความพร้อมระหว่างตั้งครรภ์ หากประสงค์จะเรียนต่อก็จะส่งไปเรียนยังศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน
เด็กหนึ่งคนจะมีทีมประกบ 1-2 คน แม้ภาพรวมดูแล้วใช้งบประมาณมาก แต่การทำงานแบบนี้ถือว่าทุกภาคส่วนรับผิดชอบร่วมกันไม่ใช่ให้คนใดคนหนึ่งแบกรับ และหากเราปล่อยปละละเลยเด็กเหล่านี้ ผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นอาจจะทำให้เราสูญงบประมาณในการแก้ไขปัญหามหาศาล ดังนั้นการจัดการด้วยวิธีซีเอ็มยู ประกบรายตัวแบบนี้ จึงคุ้มกับผลที่ได้รับ
จากการสำรวจครบทุกพื้นที่ของ จ.ยะลา พบว่ามีเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 18 ปี จำนวน 160,000 คน ซึ่งกว่าจะได้จำนวนนี้มา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กว่า 500 คนได้ทำการสำรวจทุกพื้นที่ในชุมชนของตัวเอง ก่อนจะวิเคราะห์ข้อมูลว่าเด็กเหล่านี้คนไหนด้อยโอกาสเรื่องใด อยู่ที่ไหน จากนั้นก็จะคืนข้อมูลทั้งหมดกลับสู่ชุมชน
แม้ว่าคณะทำงาน หรือทีมพี้เลี้ยงที่ทำหน้าที่ “ประกบตัว” ใน จ.ยะลา จะมีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเด็กด้อยโอกาสนอกระบบและเด็กกลุ่มเสี่ยงในระบบการศึกษา แต่ในความเป็นจริง ก็ช่วยให้เยาวชนหลุดออกจากกระบวนการสร้างความรุนแรงได้ด้วยเช่นกัน



