
'ปู5'ย่างก้าวที่รอวันพ้น'แม้ว'
'ปู5'ย่างก้าวที่รอวันพ้น'แม้ว' : บทบรรณาธิการประจำวันที่30มิ.ย.2556
ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งที่ 5 ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หนนี้ มีการปรับเปลี่ยนเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนรัฐมนตรีประมาณ 17 เก้าอี้ โดยมีการดึงคนใหม่เข้ามาร่วมงานประมาณ 11 คน สลับเก้าอี้เดิมรวม 6 ตำแหน่ง พร้อมทั้งลด-เพิ่มสัดส่วนในบางกระทรวง โดยลดตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย 1 เก้าอี้ แต่ไปเพิ่มรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ลดเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยอุตสาหกรรมและไปเพิ่มรัฐมนตรีช่วยกลาโหม ที่น่าสนใจคือนายกรัฐมนตรีได้สร้างประวัติศาสตร์นั่งควบในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกด้วย
แม้น.ส.ยิ่งลักษณ์จะอ้างเหตุผลในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ว่าเป็นไปด้วยความเหมาะสมเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าตลอด 2 ปีในการเข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลถูกกระแสกดดันจากหลายเรื่อง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าจากนโยบายประชานิยม โครงการรับจำนำข้าวที่ปล่อยให้มีการบิดเบือนปรับเปลี่ยนตัวเลขประมาณการส่งออกที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย และความเคลือบแคลงในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และข้อครหาในการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจนยากจะหลีกเลี่ยง
กระนั้นก็ดีการปรับเปลี่ยนครั้งนี้หากจะนำคนที่มีฝีมือเข้ามาสานงานต่อเพื่อให้การทำงานของรัฐบาลเกิดเสถียรภาพบนความชอบธรรมในอีก 2 ปี ก่อนครบวาระก็เป็นเรื่องปกติ แต่จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่ารายชื่อส่วนใหญ่เป็นคนหน้าเดิมจากบ้านเลขที่ 111 ที่ใกล้ชิดอดีตนายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คงเป็นเรื่องยากที่คนเหล่านี้จะกล้าตัดสินใจในการขับเคลื่อนนโยบายที่ไม่ถูกครอบงำจากผู้มีอำนาจตัวจริง ขณะที่รายชื่ออีกส่วนหนึ่งที่เป็นอดีตข้าราชการที่เคยฝากผลงานให้อย่างประทับใจจึงได้รับการตอบแทนในตำแหน่งใหญ่ครั้งนี้
ใช่ว่ารายชื่อที่ออกมาจะถูกเสียงยี้จากฮาร์ดคอร์การเมืองที่อยู่ซึกตรงข้าม หากยังมีเสียงชื่นชมใช่น้อยให้ได้ยินในเรื่องตัวบุคคลที่ถูกคัดส่งเข้ามาเช่นกัน ว่าเป็นมือดีที่ถูกเก็บไว้โชว์ผลงานหรือออกมาวาดลวดลายในช่วงที่สถานการณ์การเมืองที่เหมาะสม ในเมื่อการปรับคณะรัฐมนตรี 4 ครั้งตลอด 2 ปีที่ผ่านมายังไม่สามารถผลักดันนโยบายให้เดินหน้าได้อย่างเต็มที่ คำว่าผลประโยชน์ทับซ้อนยังเป็นหนามยอกอกของรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา หลายกระทรวงมีการปรับเปลี่ยนเสนาบดีมาแล้วถึง 3-4 คน แต่ปัญหายังคงอยู่ จึงต้องสร้างความหวังให้ประชาชนที่เฝ้ารอพิสูจน์
ต้องยอมรับว่ารัฐบาลถูกปรามาสตกอยู่ในสภาพขาลงมานานแล้ว ในแง่ความนิยมชมชอบและความน่าเชื่อถือก็เสื่อมลงตลอดจากการเลือกปฏิบัติของรัฐบาล ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นก็เป็นผลมาจากการกระทำของตัวเอง ดังนั้นปัญหาก็คือหากมีการปรับคณะรัฐมนตรีแล้วการบริหารประเทศยังคงเป็นไปเหมือนเดิม ต่อให้เปลี่ยนผู้ดูแลสักกี่คน รัฐบาลก็จะเจอกับสภาพปัญหาเดิมๆ อีก การที่จะให้ประชาชนกลับมาเชื่อถือในรัฐบาลได้นั้น ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับหน้าตาของรัฐมนตรีใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่นายกรัฐมนตรีจะต้องเข้ามาร่วมทำงานอย่างจริงจัง จะตีกันเชียงลอยตัวเหนือปัญหาตลอดไปไม่ได้ ผู้นำประเทศต้องออกมารับผิดชอบทุกเรื่องเป็นคนแรกในฐานะผู้บริหารสูงสุด



