คอลัมนิสต์

ประชานิยมฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหว

ประชานิยมฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหว

27 มิ.ย. 2556

ประชานิยมฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหว : บทบรรณาธิการประจำวันที่27มิ.ย.2556


              สัญญาณเตือนได้ออกจากหลายสถาบันที่วิจัยถึงสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจสถานภาพหนี้ภาคครัวเรือน จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 1,200 ตัวอย่าง ระหว่าง 18-23 มิถุนายน พบตัวเลขว่า 64.6% มีหนี้สิน โดยจำนวนหนี้เฉลี่ยครัวเรือนของปี 2556 ขึ้นมาอยู่ที่ 188,774.54 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 12% จากเฉลี่ยของปี 2555 ที่อยู่ที่ 168,517.16 บาท เป็นอัตราการเพิ่มสูงที่สุดในการสำรวจช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2551-2556 และยังพบว่า เป็นหนี้ในระบบ 50.4% และหนี้นอกระบบ 49.6% โดยสาเหตุของหนี้เพิ่มขึ้น อันดับแรกจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่าเล่าเรียนของบุตรหลาน และการซื้อสินทรัพย์ถาวร เช่น บ้านและรถ

              ขณะที่พรรคการเมืองยังเดินหน้านโยบายเพื่อหวังผลคะแนนเสียงนิยม การผลักดันออกมาส่วนใหญ่เป็นนโยบายประชานิยม ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรกที่ลดภาษีให้ 1 แสนบาท ที่กำลังเริ่มเห็นปัญหาตามมาหลายประการ เช่น การจราจรติดขัด การเกิดอุบัติเหตุจากมือใหม่หัดขับ รวมถึงการทิ้งใบจองรถที่เกิดขึ้นเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มตึงตัว ขณะเดียวกันผู้มีรายได้ประจำที่ซื้อรถคันแรกเริ่มมีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งเชื้อเพลิง การซ่อมบำรุง ต้องรัดเข็มขัดค่าใช้จ่ายรายวัน ตรงนี้ก็ส่งผลต่อกำลังซื้อ ส่วนโครงการรับจำนำข้าว ที่ได้รับคะแนนนิยมสูง แต่กลับทำลายวินัยการเงินการคลัง เพราะรับจำนำสูงกว่าราคาท้องตลาด ด้วยหวังว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะนำเงินไปหมุนเวียนในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในสถานะการคลังต้องขาดทุนต่อปีนับแสนล้าน

              แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง มีสัญญาณการชะลอตัวลงไปเรื่อยๆ และตัวเลขอาจไม่ถึงที่คาดว่าจะขยายตัว 4-5% เพราะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยโดยตรง โดยตลาดสำคัญอย่างสหรัฐและยุโรปยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะในยุโรปที่แต่ละประเทศประสบภาวะย่ำแย่ ดังนั้นการที่รัฐบาลใช้นโยบายประชานิยมเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศย่อมเป็นสิ่งที่กระทำได้ และยังได้ผลอีกด้านคือ คะแนนนิยม แต่ต้องตระหนักควบคู่ไปด้วยว่า สถานะการเงินการคลังของประเทศจะมีปัญหามากน้อยแค่ไหน การอัดฉีดนโยบายกระตุ้นหลายโครงการจะสร้างภาระแก่ประเทศและยิ่งเป็นการกู้เงินมาใช้จะเป็นการส่งต่อความลำบากในอนาคตด้วย

              ประชานิยมในทางเศรษฐกิจ หากช่วยสร้างขีดความสามารถในระยะยาวของภาคธุรกิจและประชาชนก็นับเป็นสิ่งที่ดี แต่ประชานิยมส่วนใหญ่มักถูกสร้างขึ้นเพื่อมุ่งประโยชน์การเมืองเป็นหลัก ไม่ช่วยสร้างความเข้มแข็งของประเทศ และเลวร้ายคือ สร้างภาระทางการคลังมหาศาล และเมื่อผนวกกับสภาวะเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลัง แนวโน้มไม่สดใส จะกลายเป็นฉุดให้เศรษฐกิจของประเทศดิ่งเหวซ้ำลงไปอีก รัฐบาลควรหันไปสร้างขีดการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจของไทยเพิ่มการส่งออกและสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าบนนวัตกรรมใหม่ที่จะเป็นการเติบโตแบบยั่งยืน ใช้วิสัยทัศน์มองไปข้างหน้ามากกว่าการจมปลักอยู่กับนโยบายประชานิยมที่ไม่เคยเห็นประเทศไหนไปรอดได้สักรายเดียว