
'ยกเลิกซื้อคอมพ์ สธ.'ชาติไม่เสียหาย'ใครเสียประโยชน์?
"ยกเลิกซื้อคอมพ์ สธ. ชาติไม่เสียหาย" ใครเสียประโยชน์? : คอลัมน์ ขยายปมร้อน โดย... สมถวิล เทพสวัสดิ์
ถือเป็นการเลื่อนรอบที่ 3 ของ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) ในการพิจารณาสำนวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มูลค่า 911,784,000 ล้านบาท สมัยที่ "คุณหญิงหน่อย" สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็น รมว.สาธารณสุข
สาเหตุเกิดจากมีกรรมการ ป.ป.ช.ท่านหนึ่งป่วยกะทันหัน ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ จึงต้องเลื่อนการพิจารณาสำนวนนี้ออกไปเป็นวันที่ 2 กรกฎาคมนี้หรือในวันอังคารสัปดาห์หน้า
ก่อนหน้านี้ "คุณหญิงหน่อย" ได้ออกมาชี้แจงตัดหน้า ป.ป.ช.ก่อน 2 วัน คือ ในวันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน เป็นการออกจดหมายเปิดผนึก ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว (khunyingsudarat) และวันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน "คุณหญิงสุดารัตน์" ได้เปิดบ้านแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง
โดย "คุณหญิงหน่อย" ชี้แจงว่า 1.โครงการนี้เริ่มประกวดราคาในปี 2547 ต่อมาสาธารณสุขได้ยกเลิกการจัดซื้อเนื่องจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังได้มีหนังสือแจ้งมายังกระทรวงว่า บริษัทที่เข้าประมูลเสนอสินค้าที่มีคุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดไว้ ในเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) จึงไม่ได้ซื้อคอมพิวเตอร์แม้แต่เครื่องเดียว และคืนเงินงบประมาณทั้งหมดให้กระทรวงการคลังเดือนมกราคม พ.ศ.2549
"คุณหญิงหน่อย" บอกว่า หลังการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ได้ถูก ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาว่า "ดำเนินการยกเลิกการประกวดราคามิชอบ" และบริษัทที่เข้าร่วมประมูลได้ฟ้องกระทรวงสาธารณสุขต่อศาลปกครองในกรณีเดียวกัน ต่อมา วันที่ 30 มิถุนายน 2553 ศาลปกครองได้พิพากษาชี้ขาดว่าการยกเลิกการประกวดราคาโครงการนี้ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ แต่ ป.ป.ช.ยังไม่ยอมยุติเรื่องจนถึงปัจจุบัน
ซึ่ง "คุณหญิงหน่อย" มองว่า ในเมื่อไม่ได้มีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ คืนเงินงบประมาณ ประเทศชาติไม่เสียหาย เรื่องนี้ก็น่าจะไม่จบ "ป.ป.ช." ไม่ควรดำเนินคดีต่อ?
มีคำถามชวนให้ติดตามต่อว่า "หากไม่จัดซื้อประเทศชาติเสียประโยชน์หรือไม่"?
เพราะโครงการคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุขเตรียมจัดซื้อหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงดำเนินการประกวดราคาซื้อ และติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อการบริหารข้อมูลข่าวสารด้านการเงิน การคลัง และข้อมูลโรงพยาบาลของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข มูลค่าประมาณ 911,784,000 ล้านบาท
เมื่อไม่มีการจัดซื้ออย่างน้อยจะส่งผลกระทบกับ "การพัฒนาข้อมูลข่าวสารด้านการเงิน การคลัง และข้อมูลโรงพยาบาลของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข" หรือไม่
และการคืนเงินงบประมาณคืนในรูปแบบไหน เพราะปกติถ้าไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างก็ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินออกไปได้ สรุปง่ายๆ ก็คือ เมื่อไม่มีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ ก็ไม่มีการใช้เงินจำเป็นต้องพักโครงการและต้องส่งเงินคืนกระทรวงการคลัง
ที่สำคัญความล่าช้าที่เกิดขึ้นในโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์กระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้ได้ดำเนินการอย่างโปร่งใสหรือไม่?
เพราะการยื่นเรื่องต่อ "ป.ป.ช." เพื่อฟ้องร้องคดีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์กระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้ไม่ใช่มีเฉพาะ "คุณหญิงสุดารัตน์" เท่านั้น ยังมีข้าราชการประจำรวมอยู่ด้วย
และการยกเลิกโครงการนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการปรับคณะรัฐมนตรีหลังจาก "นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล" เข้ามารับตำแหน่งเป็น "รมว.สาธารณสุข"
หลายคนสงสัยที่มาที่ไปของโครงการนี้ ทำไมจึงเกิดการฟ้องร้องกันขึ้นจนกลายเป็นศึกระหว่าง "ข้าราชการกับนักการเมือง" ที่สำคัญในโครงการนี้ได้ทำลายความสัมพันธ์ระหว่าง "พี่น้องของข้าราชการ" ในกระทรวงสาธารณสุข
คำว่า "ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน" ใช้ไม่ได้ในกระทรวงสาธารณสุขขณะนั้น ต่างชิงทำผลงานหวังให้เข้าตา "ผู้ใหญ่"
ความเป็น "เพื่อน" ตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ มาจนกระทั่ง "รุ่นลูก" ถูกตัดขาดจากกัน เพราะโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์กระทรวงสาธารณสุขในครั้งนั้น
ส่วน "ปัจจัยสำคัญ" ที่นำพาให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องถูกตัดขาดให้ดู "สถานะปัจจุบัน" ของแต่ละคนที่ถูกดึงเกี่ยวข้องกับโครงการมี "สถานะ" เป็นอย่างไร
ในส่วนของคดีเมื่อเรื่องถูกส่งมาถึงมือ ป.ป.ช. ซึ่งล่าสุดสำนวนจาก "คณะอนุกรรมการไต่สวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข" ได้สรุปสำนวนส่งให้ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ พิจารณาเพื่อมีมติว่า ผู้ถูกร้อง มีความผิดจริงหรือไม่
สำหรับกระบวนการลงมติใช้เสียงข้างมากจากกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งหมด 9 คน หากตัดสินมีความผิด ก็นำสำนวนส่งต่ออัยการ หากอัยการไม่เห็นด้วยกับสำนวนก็จะตั้งกรรมการร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการ เพื่อทำสำนวนเพิ่มเติม ก่อนมีมติยื่นฟ้องต่อไป
โดยแยกสำนวนเป็น 2 ส่วน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับ "ข้าราชการ" จะยื่นฟ้องผ่านกระบวนการของศาลยุติธรรม
ขณะที่ "นักการเมือง" จะยื่นต่อ "ศาลอาญาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"
คดีความในส่วนของข้าราชการยังมีเวลาต่อสู้ 3 ศาล แต่สำหรับ "นักการเมือง" ซึ่งถูกยกฐานะไว้เหนือกว่า "ข้าราชการ" การพิจารณาคดีความจบเร็วกว่าเป็นการพิจารณาเพียงศาลเดียว ซึ่งทำให้นักการเมืองหลายคนไม่เห็นด้วย
แต่หลักการพิจารณาตัดสินคดีขึ้นอยู่กับ "ดุลพินิจของศาล" หากไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนโทษจำคุกก็อาจได้ลดหย่อน แต่โทษตัดสิทธิทางการเมืองก็คงไว้
สำหรับคดีนี้ความผิดเข้าข่าย "มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ"
ส่วนคดีนี้จะจบอย่างไรหลังจาก "คุณหญิงหน่อย" ชี้แจงว่า "ยกเลิกโครงการ คืนเงินทั้งหมด ชาติไม่เสียหาย" ให้ฟังคำตัดสินของ "ป.ป.ช."!
.......................................
(หมายเหตุ "ยกเลิกซื้อคอมพ์ สธ. ชาติไม่เสียหาย" ใครเสียประโยชน์? : คอลัมน์ ขยายปมร้อน โดย... สมถวิล เทพสวัสดิ์)



