คอลัมนิสต์

ตำรวจบ่อนและการค้ามนุษย์

ตำรวจบ่อนและการค้ามนุษย์

26 มิ.ย. 2556

ตำรวจบ่อนและการค้ามนุษย์ : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข


              “ฉันไม่อยากแต่งเลยว่ะ ชรินทร์ เพราะฉันไม่ค่อยชอบตำรวจ มันจับฉันเรื่อย เวลาฉันเล่นไพ่” ครูนารถ ถาวรบุตร บอก ชรินทร์ นันทนาคร เมื่อคราวที่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ให้แต่งเพลงมาร์ชเพื่อปลุกใจตำรวจ เพลงที่ยังคงใช้อยู่กันจนถึงทุกวันนี้ “เกิดมาแล้วต้องตาย ชาติชายเอาไว้ลายตำรวจไทย...” เป็นเนื้อร้องที่ผู้นำตำรวจในยุคนั้นประทับใจเป็นพิเศษ จนถึงขั้นมอบรางวัลพิเศษแก่ครูนารถ โดยเขียนคำชมลงในกระดาษ มีนามบัตรและลายเซ็นส่วนตัวพร้อมข้อความเขียนว่า
 

              “สำหรับครู เอาไว้ให้ตำรวจดู เวลาครูเล่นไพ่” ...ความไม่เสมอภาคและความไม่เท่าเทียมในการบังคับใช้กฎหมายมีมานาน...แสนนาน

              ส่งแรงใจให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำพาตำรวจ 2 แสนกว่าชีวิต เผชิญฝ่าฟันภาวะวิกฤติต่างๆ ที่ถาโถมเข้าใส่ และวิกฤติที่สำคัญที่สุดคือ วิกฤติศรัทธาที่ประชาชนมีต่อตำรวจ ซึ่งตำรวจทุกนายพึงตระหนักและให้ความสนใจ โดยต้องไม่คิดว่าเป็นเรื่องเฉพาะของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น เพราะเป็นที่รู้กันอย่างดีว่างานตำรวจจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย หากประชาชนขาดความเชื่อมั่น หรือไม่ไว้วางใจตำรวจ และศรัทธาจากประชาชนนี่แหละคือเกราะกำบังให้ตำรวจหลุดพ้นจากการครอบงำของอำนาจที่ไม่ชอบธรรม (แต่ก็มักพบว่า ตำรวจมักวิ่งเข้าหาขั้วอำนาจมากกว่าที่จะวิ่งเข้าหาประชาชน เพราะช่วยตำรวจให้ได้ในสิ่งที่ชอบ ที่ชอบเร็วกว่าถึงแม้ว่าจำต้องทำในสิ่งที่มิชอบ มิชอบก็ตาม)

              ฟังเพลงแล้วย้อนดูตัวเอง?!? ว่าตำรวจไทยในปัจจุบันภายใต้การบริหารจัดการที่มุ่งเน้นเรื่องภาวะผู้นำ วินัย และความเป็นตำรวจมืออาชีพผ่านการใช้ ศปก.ตร.เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนนั้น สามารถปฏิบัติงานตามเนื้อร้องในเพลงมาร์ชตำรวจได้หรือไม่?

              “เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง ต่างซื่อตรง พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น” ถึงตัวจะตายก็ช่างมัน มิเคยคำนึงถึงชีวัน เข้าประจันเหล่าร้าย เพื่อประชา ไม่ยอมเป็นมิตร ผู้ผิดกฎหมาย ปราบโจรผู้ร้าย กล้าตายเรื่อยมา เนื้อของเราเราเชือด พร้อมทั้งเลือดเราพลี เอาชีวีของเราเข้าแลกมา เพื่อให้ประชาดำรงสุขสถาพรชัย เกิดมาแล้วต้องตาย ชาติชายเอาไว้ลายตำรวจไทย    ช่วยประชาไม่ว่าหนไหน เป็นมิตรด้วยดวงจิตสดใส เราอยู่ไหนประชาอุ่นใจทั่วกัน ปราบภัยและผองพาลให้เข็ดขาม เราปราบปรามเสริมความสุขสันต์ เหล็กที่แกร่งกล้านั้น เราฝึกกายาทุกวัน

              แข็งกว่าเหล็กนั้น ตำรวจไทย!!

              มีนักการเมืองบางคนพยายามที่นำเสนอความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเพื่อลดความศรัทธาด้วยการแฉเรื่องบ่อน การพนัน แหล่งอบายมุข หรือการค้าประเวณี ซึ่งถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการเกิดปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ รวมไปถึงมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย แต่เมื่อพิจารณาสภาพความเป็นจริงแล้ว จะเห็นได้ว่า ไม่มีพื้นที่ในเขตรับผิดชอบของสถานีตำรวจแห่งใดที่ปลอดจากบ่อน การเล่นการพนัน และการค้าประเวณี แม้กระทั่งในวันนี้!

              การลงโทษผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานโดยมุ่งหวังพัฒนาจิตสำนึกและความรับผิดชอบในการทำงานเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น เป็นบทบาทหน้าที่ของผู้นำหรือผู้บริหารตำรวจหน่วยเหนือที่มีหน้าที่กำกับ ดูแลการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชา... "ไม่มีไพร่พลที่เลว มีแต่แม่ทัพนายกองเลว” ด้วยความเชื่อว่า ตำรวจผู้ปฏิบัติจะกระทำการสิ่งใดนั้น ผู้บังคับบัญชาที่เหนือขึ้นไปจะต้องรู้เห็นเป็นใจด้วย หรือหากไม่รู้เห็นก็แสดงว่าบกพร่องในการกำกับ ติดตามการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา...ซึ่งผู้บังคับบัญชามิได้สิ้นสุดที่ระดับสถานีตำรวจเท่านั้น!

              คำสั่งโยกย้ายผู้บริหารและ 4 เสือของสถานีตำรวจที่ประกอบด้วย ผู้กำกับการสถานีตำรวจ รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สารวัตรป้องกันปราบปราม และสารวัตรสืบสวนในห้วงเวลาที่ผ่านมา เช่น สถานีตำรวจเมืองพัทยา หาดใหญ่ หรือนครสวรรค์ อันเนื่องมาจากการปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำผิดในพื้นที่ เช่น การมีแหล่งอบายมุข การมีการค้าประเวณี เป็นต้น โดยสั่งให้ย้ายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) และ ศปก.ภาคนั้นสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นว่า “ศปก.ตร.” หรือ “ศปก.ภาค” มีกระบวนการที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของผู้บริหารงานตำรวจได้อย่างมีประสิทธิภาพ?

              นั่นหมายความว่า...ต่อแต่นี้ไปประชาชนคนไทยจะไม่เห็นแหล่งอบายมุข การเล่นการพนัน และการค้าประเวณีของเด็กสาวชาวต่างชาติในพื้นที่ที่เคยเป็นปัญหา รวมถึงในพื้นที่อื่นๆ ด้วย!?!

              แต่ถ้าหากไม่ใช่...นั่นหมายความว่า “เหตุปัจจัยอันเป็นที่มาแห่งการกระทำผิดและลงโทษตำรวจผู้เกี่ยวข้องนั้น เกิดขึ้นมาจากหลากเหตุหลายปัจจัย มีปัจจัยที่ซับซ้อน ย้อนแย้ง ที่แปรเปลี่ยนไปตามบริบททางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง!!?!” มิใช่ ปัญหาเล็กๆ ธรรมดาๆ

              สิ่งที่น่าคิดคือ หากมิใช่การเลือกปฏิบัติ...ศปก.ตร. หรือ ศปก.ภาค จะมีพื้นที่ให้ตำรวจจากสถานีตำรวจต่างๆ ที่มีโอกาสสูงที่จะถูกลงโทษ (หรือย้ายเข้า ศปก.) มีพื้นที่ในการทำงานเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมการทำงานหรือไม่? และใครจะทำงานแทนในสถานีตำรวจเหล่านั้น

              คำถามสุดท้ายคือ คนใหม่ที่ย้ายไปแทนคนเก่านั้น มีประสิทธิภาพมากกว่าจริงหรือ?!? ปัญหานี้ปัญหาระดับพฤติกรรมการทำงานส่วนบุคคล หรือเป็นปัญหาระดับระบบ โครงสร้าง และวัฒนธรรมที่เกี่ยวโยงกับ (ความต้องการทาง) การเมืองอย่างแยกไม่ออกกันแน่?