คอลัมนิสต์

หลงประเด็นในเรื่องเช่า-ซื้อรถเมล์

หลงประเด็นในเรื่องเช่า-ซื้อรถเมล์

09 มิ.ย. 2552

บทความนี้ไม่ต้องการนำเสนอว่าการเช่าหรือซื้อรถเมล์นั้นถูกกว่ากัน แต่ต้องการนำเสนอวิธีคิดที่ทำให้เราเห็นว่า "กระบวนการในการตัดสินใจ" ในเรื่องของนโยบายสาธารณะนั้นมีความสำคัญมากกว่าตัว "การตัดสินใจ" หรือนโยบาย-โครงการ

 สิ่งนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นสิ่งที่ไม่ตรงกับจริตของสื่อมวลชนที่พยายามนำเสนอเรื่องนี้ด้วยกรอบคิดของความดีเลวในฐานะมาตรฐานของการเมืองไทย และด้วยวิธีคิดและการนำเสนอของสื่อมวลชนเช่นนี้ สังคมไทยจึงก้าวไม่พ้นกับดักของการเมืองไทยแบบประชาธิปไตยแนว "ใสสะอาด" หรือ "ประชาธิปไตยที่เลวน้อยที่สุด" ซึ่งทำให้ประชาชนในสังคมประชาธิปไตยนั้นยิ่งอ่อนแอและเสพติดสื่อรายวันต่อไปเรื่อยๆ

 การนำเสนอเรื่องของความขัดแย้งเรื่องการจัดซื้อ-เช่าซื้อรถเมล์นั้น มีกรอบการนำเสนออยู่ 2 แบบ ในแบบที่หนึ่งคือ การสร้างภาพขาวดำว่ามีนักการเมือง "น้ำเน่า" พยายามผลักดันการทุจริต และมีนักการเมือง "น้ำดี" พยายามต่อต้านและคัดง้างเอาไว้

 ในอีกมุมหนึ่ง สื่อมวลชนแนวที่ "เก๋า" หน่อย ก็จะพยายามอธิบายถึงความสลับซับซ้อนของ "การเมืองเรื่องการจัดซื้อจัดเช่า" ในครั้งนี้ว่า พรรคแกนนำรัฐบาลนั้นพยายามจะคุมเกมอย่างไร และก็พยายามไปหาประโยชน์ในเรื่องอื่นแทนอย่างไร ในทำนองของการอธิบายความเก๋าของพรรคเก่าแก่พรรคนั้น

 คำถามที่สำคัญกับการนำเสนอแบบนี้ก็คือ เราสามารถพึ่งพา-เชื่อใจสื่อมวลชนในการนำเสนอเรื่องเหล่านี้ได้ทุกครั้งหรือไม่ เรามีมาตรฐานในการ "กัดติด" การจัดซื้อในแบบเดียวกับการจัดซื้ออาวุธ หรือการจัดซื้อในทุกๆ เรื่องหรือไม่ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ เรามีนักการเมือง "น้ำเน่า" กับ "น้ำดี" แยกจากกันได้จริงหรือไม่ รวมถึงว่าในกระบวนการทุจริตนั้น มีข้าราชการประจำคนไหนร่วมด้วยช่วยกันกับนักการเมืองเหล่านี้บ้าง

 การนำเสนอเรื่องความขัดแย้งในการจัดซื้อรถเมล์ในเรื่องที่สองก็คือ เรื่องของความเชื่อที่ว่า "ความจริง" ในเรื่องผลประโยชน์สูงสุดในการจัดซื้อหรือจัดเช่ารถเมล์นั้นมีจริง และเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนในการ "เข้าถึง" เรื่องดังกล่าวโดยการสัมภาษณ์นักวิชาการ หรือผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชน หรือคนอื่นๆ ที่สามารถให้คำตอบต่างไปจากนักการเมือง และน่าจะ "จริงแท้-ถูกต้อง" มากกว่านักการเมือง

 การนำเสนอ 2 แบบหลักๆ ของสื่อมวลชนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่เราไม่ควรหลงประเด็นว่าเราจะมีนักการเมืองเทวดา นักวิชาการเทวดา และสื่อเทวดา ตลอดเวลา สิ่งที่เราควรจะมองให้กว้างขึ้นจึงอยู่ที่เรื่องว่า สังคมควรจะร่วมกันคิดถึงวิธีการที่จะจัดความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมือง ผู้บริหาร สื่อมวลชนในด้านหนึ่ง และในอีกด้านหนึ่งต้องพยายามคิดค้นรูปแบบของการบริหารจัดการหน่วยงานการให้บริการสาธารณะเสียใหม่ ไม่ให้อยู่ในรูปแบบเดิมๆ ของข้าราชการ นักการเมือง และบอร์ดที่ประชาชนไม่มีสิทธิ์ในการตรวจสอบ และทำให้การบริหารองค์กรที่ให้บริการสาธารณะเหล่านั้นเป็นพื้นที่แสวงหาผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่มที่ได้กล่าวไปแล้ว

 ในกรณีของรถเมล์นั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดใน 3 ระดับ ในระดับแรก องค์กรที่ดูแลรถเมล์ควรโอนให้มาเป็นเรื่องของท้องถิ่น (ไม่ได้แปลว่า กทม.ในฐานะองค์กรปกครองท้องถิ่นจะต้องดูแลเอง) แต่เป็นท้องถิ่นที่คาบเกี่ยวหลายจังหวัด แต่ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวจะต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องของท้องถิ่น ไม่ใช่เรื่องระดับชาติของนายกรัฐมนตรี

 ประการที่สอง ประชาชนในท้องถิ่นจะต้องติดตามสนใจ และทำการประเมินผลการให้บริการสาธารณะของรถเมล์ โดยเฉพาะในรูปของคณะกรรมการที่มีตัวแทนของประชาชนท้องถิ่นในหลายภาคส่วนเข้ามาดูแล

 ประการที่สาม รถเมล์เป็นเรื่องของคนจน ดังนั้นต้องคิดร่วมกันด้วยว่ารถเมล์ที่เรากำลังพูดถึงกันนั้นคนจนจะมีความสามารถในการเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างไร เพราะเรามีแนวโน้มที่การให้บริการสาธารณะของรัฐจะมุ่งไปสู่คนที่ไม่ใช่คนจนที่สุดของประเทศด้วย

 เรื่องที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เรื่องของการฟันธง แต่เป็นเหตุผล-ความจำเป็นที่เราจะต้องคิดถึงรูปแบบการบริหารจัดการสาธารณะที่ทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมมากกว่ารอติดตามผลจากหน้าข่าว หรือเตรียมไปล้อมทำเนียบเมื่อหาทางออกไม่ได้ แต่หมายถึงการควบคุมทิศทางในการตัดสินใจในแต่ละเรื่องได้ในทุกๆ วันด้วยตัวของพวกเขาด้วย