
ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์
ช่วงนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังวุ่นๆ อยู่กับการปรับโครงสร้างใหม่ หัวข้อสนทนาของกำลังพลส่วนใหญ่ จึงพูดถึงตำแหน่งที่เพิ่มขึ้น เริ่มเข้าสู่ลู่วิ่งกันแล้ว
ชาวบ้านก็ได้แต่หวังว่า การปรับตัวอีกครั้งขององค์กรนี้จะทำให้การทำงานดีขึ้น เป็นที่พึ่งได้ ไม่ได้มั่วอยู่แต่กับ "เงินนอกระบบ" หรือส่วยต่างๆ อย่างที่ผ่านมา
พูดถึงเรื่องอบายมุขแล้วอดหวงแทนผู้ปกครองไม่ได้ เพราะเด็กเยาวชนมักถูกมอมเมาจากสิ่งเหล่านี้ เดินเข้าหาอบายมุขโดยรู้เท่าไม่ถึงการ
ยิ่งการพนันเข้าถึงเยาวชนได้ง่ายกว่าแต่ก่อน เพียงแค่พกพา "คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก" ก็สามารถออนไลน์เข้าไปแทงพนันฟุตบอล เล่นไพ่ กลายเป็นกาสิโนเคลื่อนที่ไปแล้ว นิยมเล่นอยู่ตามโรงเรียนใหญ่ มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน
ยังมีสถานบริการที่แฝงการพนันตู้ม้า ตู้เกมอีกมากมายให้เลือกเล่น
เยาวชนจำนวนไม่น้อยต้องหมดอนาคตลาออกจากสถาบันการศึกษาเพื่อหนีหนี้ บางรายถูกขู่ฆ่า นักศึกษาสาวบางคนหนักถึงขนาดเอาตัวเข้าขัดดอก เปลื้องหนี้
วันก่อนเห็น พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. ประกาศจากนี้ไปอบายมุขต้องไม่มี พร้อมตั้งศูนย์รับเรื่องอบายมุขให้ประชาชนแจ้งเบาะแส ข้อมูลข่าวสารตลอด 24 ชั่วโมง โดยจัดชุดเคลื่อนที่เร็วกองบังคับการละ 1 หมวด เน้นการจับกุมตู้ม้า บ่อนการพนัน สถานบริการเปิดเกินเวลา และสถานบริการที่ปล่อยให้เด็กเข้าไปมั่วสุมหรือปล่อยให้มีการค้าประเวณี
จากนี้ไปต้องจับตาดูว่า สถานการณ์จะดีขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะช่วงสุญญากาศตำรวจเตรียมตัวเกษียณจึงเร่งระดมเงินขวัญถุงก้อนสุดท้ายไว้ใช้ในยามชรา
ความจริงศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ลักษณะนี้ใน บช.น.มีอยู่หลายหน่วย เป็นช่องทางปกติให้ชาวบ้านเข้ามาร้องทุกข์ทั้งคดีอาชญากรรม ยันตำรวจมีกิ๊ก แต่บทบาทไม่ค่อยเด่นชัด ชาวบ้านเข้าไม่ถึงและขาดการประชาสัมพันธ์
ทั้งๆ ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์มีประโยชน์มาก เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างตำรวจระดับสูงกับประชาชนโดยตรง แต่ไม่มีผู้บังคับบัญชาให้ความสนใจหรือใช้เจ้าหน้าที่จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำงานเชิงรุกรับรองงานข่าวอบายมุข ร่องรอยอาชญากรรม จะหลั่งไหลมาไม่ขาดสายนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที
แต่ศูนย์แบบนี้ต้องการันตีว่าข้อมูลจะถูกเก็บเป็นความลับ และนำเสนอผู้บังคับบัญชา หากได้ข้อร้องเรียนด้านลบแล้วถูกเก็บ เพื่อนฝูงตำรวจถูกฟ้องแล้วช่วยกันปิด ก็ไม่ต้องไปเปลืองงบประมาณ เสียเวลาเปล่า



