
รัฐบาลต้องนำปราบโกงข้าว
รัฐบาลต้องนำปราบโกงข้าว : บทบรรณาธิการประจำวันที่25มิ.ย.2556
มีคำถามในทันทีที่การตรวจสอบโรงสีใน จ.พิจิตร ที่รับเก็บข้าวเปลือกและข้าวสารจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด ตันละ 15,000 บาท ของรัฐบาล แล้วพบว่า ข้าวที่ฝากเอาไว้หายไปและมีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้วนั้น ก็ชัดเจนว่า โครงการนี้มีจุดบกพร่องจริงๆ และก็น่าเชื่อว่า หากมีการตรวจสอบโรงสี หรือสถานที่รับเก็บข้าวในโครงการนี้ของรัฐบาล ก็น่าจะมีโอกาสได้พบกับปัญหาเช่นเดียวกับโรงสีที่ จ.พิจิตร อีกอย่างที่หลายฝ่ายได้แสดงความกังวลต่อกรณีเช่นนี้มาก่อนแล้วว่า ข้าวที่สต็อกเอาไว้จะหายไป หรือไม่ก็มีการนำไปเวียนเทียนจำนำใหม่อีกรอบ
หลังจากการตรวจสอบโรงสีข้าวที่ จ.พิจิตร วันถัดมา เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ร่วมมือกับทหารและตำรวจจับกุมข้าวสารที่ลักลอบนำเข้าจากกัมพูชาได้ถึง 30 ตัน เจ้าหน้าที่สอบสวนได้ความว่า จะนำไปส่งให้โรงสีที่อยู่ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา นับเป็นการจับกุมครั้งแรกที่ได้ปริมาณมากเช่นนี้ จากที่ก่อนหน้ามีกระแสข่าวอย่างต่อเนื่องว่า ข้าวจากประเทศกัมพูชาถูกลอบส่งเข้ามาเพื่อสวมสิทธิ์เข้าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล สื่อหนังสือพิมพ์ของกัมพูชาเองก็ยืนยันว่า ได้ส่งข้าวมาขายยังประเทศไทยมากเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ทางการไทยยังไม่มีใครออกมาปฏิเสธถึงกระแสข่าวดังกล่าว
ถึงแม้นโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลในครั้งนี้ ชาวนาจะได้ประโยชน์อยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับความเสียหาย หรือช่องโหว่ของโครงการแล้ว ควรหรือไม่ที่รัฐบาลจะต้องทบทวนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่ลดราคารับจำนำจากเดิม 15,000 บาทต่อตัน ลงมาเหลือ 12,000 บาทต่อตัน และจำกัดมูลค่าการรับจำนำไม่เกิน 500,000 บาทต่อครอบครัว แล้วเชื่อว่าจะทำให้ปริมาณและราคาใกล้เคียงกับตลาดโลกเขาซื้อขายกัน เพราะข้าวที่ยังระบายออกไม่ได้นับวันก็จะมีแต่เสื่อมค่าไปตามกาลเวลา จะมีแต่ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บรักษาที่ราคายังคงที่และมูลค่าจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการจัดเก็บ
ขณะเดียวกัน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะนำปัญหาพบทั้งการทุจริตยักยอก การนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์จำนำ ส่งให้คณะกรรมการคดีพิเศษได้พิจารณาว่า ทั้งขนาดโครงการทั้งมูลค่าความเสียหายนั้นรุนแรง มากพอที่จะรับไว้เป็นคดีพิเศษแล้วหรือยัง เพราะต้องไม่ลืมว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ยิ่งมีมูลค่ามากเท่าใดก็ย่อมหมายถึงเม็ดเงินภาษีที่เก็บจากประชาชนทุกสาขาอาชีพ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบคนเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
รัฐบาลที่เป็นผู้วางนโยบายนี้ ควรจะแสดงให้เห็นอย่างจริงจังและเอาจริงเอาจังกับการทุจริตผ่านโครงการที่มาจากนโยบายรัฐบาลเอง เพราะการยักยอกข้าว หรือเอาข้าวเถื่อนมาสวมสิทธิ์จำนำนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีเพียงพ่อค้าข้าว โรงสี จะสุมหัวทำทุจริตกันโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ หรือกระทั่งนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจและบริสุทธิ์ใจที่จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อ ก็ต้องแสดงความเป็นผู้นำในการสร้างความโปร่งใสและขจัดปัญหาการทุจริตนี้ให้ชัดเจน



