คอลัมนิสต์

'ลดราคาจำนำข้าว'โจทก์ใหญ่ฟ้อง'รบ.ขาลง'

'ลดราคาจำนำข้าว'โจทก์ใหญ่ฟ้อง'รบ.ขาลง'

24 มิ.ย. 2556

'ลดราคาจำนำข้าว' โจทก์ใหญ่ฟ้อง'รัฐบาลขาลง' : ขยายปมร้อน โดยปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย,สมถวิล เทพสวัสดิ์

               ช่วงนี้หากไม่เรียกว่า "รัฐบาลขาลง" ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี

               นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา ที่ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 12 ดอนเมือง "แซม" ยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย พ่ายแพ้ให้แก่ "อี้" แทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ราว 2,000 คะแนน

               ต่อมา "มติคณะรัฐมนตรี" ได้ปรับลดราคาจำนำข้าวจากตันละ 15,000 บาท เหลือ 12,000 บาท ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)

               มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นทันทีจาก "กลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทย" โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลถือเป็น "จุดขาย" ที่ทำให้ "นักการเมือง" มีโอกาสได้นั่งเชิดหน้าอยู่ในสภาทุกวันนี้

               นโยบายจำนำข้าวที่ "นายกรัฐมนตรี" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ย้ำหนักย้ำหนาว่าเป็นนโยบาย เพื่อช่วยเหลือให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ แต่เมื่อการบริหารเกิดปัญหาแทนที่รัฐบาลจะไปปรับปรุงแก้ไขที่ "ต้นตอ" กลับไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

               นั่นเพราะชาวนาเป็นกลุ่มที่ไม่ชอบมีปากมีเสียง ทั้งที่เป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญของนักการเมืองในพื้นที่ต่างจังหวัด แทบทุกกระบวนการในโครงการรับจำนำข้าว "ชาวนา" ถือเป็นต้นทางสำคัญที่รับรู้ช่องโหว่ในโครงการว่าเริ่มจากจุดไหน

               แทนที่รัฐบาลจะหาทางอุดช่องโหว่ของปัญหากลับ "ตัดภาระ" ที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบไม่ต่างกับการผลักปัญหาให้พ้นตัว

               จะเห็นว่า "โพลล์" หลายสำนักสรุปผลวิจัยสอดคล้องกัน หลายฝ่ายเชื่อว่ามีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ไม่เห็นด้วยกับการปรับลดราคาจำนำข้าว และที่สำคัญทำให้คะแนนนิยมในตัวรัฐบาลลดลงอีกด้วย

               สำหรับผู้ที่ติดตามการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลต่างก็รู้ดีว่า นโยบายนี้ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ได้ตกแก่ "ชาวนา" แต่เป็นของกลุ่มทุนที่เข้ามาร่วมในโครงการ

               ไม่เคยมี "ชาวนา" ที่ขึ้นทะเบียนในโครงการคนไหนได้เงินจากการขายข้าวเต็มจำนวน 15,000 บาทต่อตัน เหมือนชื่อโครงการ เพราะถูกเจ้าของโรงสีตัดราคาขาย ถูกหักค่าความชื้น ข้าวมีส่วนผสมเจือปน ไม่รวมถึงเรื่องการทุจริตเครื่องชั่งตวง

               เมื่อขนข้าวไปถึงหน้าโรงสีแล้ว แม้จะถูกตัดราคาแค่ไหนก็จำเป็นต้องขาย เพราะมีภาระทางการเงินที่ต้องรับผิดชอบอีกมาก เข้าทำนอง "ผีถึงป่าช้า ต้องเผา"

               การขายข้าวในโครงการส่วนใหญ่จะได้ราคาอยู่ที่ประมาณ 12,000-13,600 บาทต่อตัน

               ดังนั้นถ้ารัฐบาลปรับลดราคาจำนำข้าวจากตันละ 15,000 บาท เหลือ 12,000 บาท คิดว่า "ชาวนา" จะได้รับเงินจากการขายข้าวในโครงการนี้เท่าไหร่ ถ้า "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" จริงใจต่อชาวนาจริง ควรหาวิธีที่จะไม่ให้ชาวนาถูกตัดราคาขายข้าวให้ได้รับเงินสุทธิที่ 12,000 บาทต่อตัน รัฐบาลทำได้หรือไม่ ช่องโหว่ที่รัฐบาลควรหาวิธีปิดมีมากมาย ถ้าตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา เพราะรัฐบาลมี "อำนาจรัฐ" และ "หน่วยงานของรัฐ" อยู่ในมือ

               ก่อนหน้านี้เคยมีคำเตือนจาก "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) ที่คัดค้านการแทรกแซงราคาพืชผลเกษตรด้วยการรับจำนำ โดยชี้ให้เห็นถึง "ช่องโหว่" ที่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต หากรัฐบาลดึงดันจะเดินหน้านโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้ จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

               ทำให้ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ไม่สบายใจผนวกกับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านทางรัฐบาล จึงได้เริ่มออกมาหาวิธีป้องปราม โดย "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้มีการผนึกกำลังระหว่าง "ตำรวจ-กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)-สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)" ลงพื้นที่ประจำจุดที่เปิดรับจำนำ

               นั่นถือเป็นการตีปี๊บทำสงครามย่อยกับการทุจริตการจำนำข้าวเปลือก ทุจริตงบเยียวยาภัยพิบัติ และการทุจริตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในคราวเดียวกัน

               โดยวาง "ตำรวจ" ทั้ง 9 ภูมิภาค เป็นแม่แรงหลัก "ป.ป.ท." รับหน้าที่จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าเล่นงานเจ้าหน้าที่รัฐจับมือโรงสีขูดรีดฟันกำไรส่วนต่างจากชาวนา

               ขณะที่ "ดีเอสไอ" รับผิดชอบการจัดทำพิมพ์เขียว เป็นไกด์ไลน์ให้แก่การสืบสวนสอบสวนการทุจริตทั้ง 3 รูปแบบ เพื่อชี้ให้เห็นถึงแผนประทุษกรรมในการฉ้อโกงหลากหลายรูปแบบ ซึ่งกลไกการทุจริตอยู่ไม่ไกลจากโรงสีและไซโลข้าว

               โดยพิมพ์เขียวของ "ดีเอสไอ" ได้ส่งต่อให้กองบัญชาการตำรวจภูธรทั้ง 9 ภาค เพื่อเป็นคู่มือการจับทุจริตตั้งแต่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนชาวนา ซึ่งกระบวนการทั้งหมดมี 3 ฝ่ายเข้าไปเกี่ยวข้องคือ "เจ้าหน้าที่รัฐ-โรงสี และประชาคมหมู่บ้าน"

               โดยเฉพาะกระบวนการ "สวมสิทธิ์" มีการนำชื่อ "ชาวนา" ที่เข้าในโครงการเป็นเจ้าของข้าวส่วนต่าง ซึ่งกระบวนการนี้ "เจ้าของโรงสี และชาวนา" ต่างรู้ดี เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ต้องมีการแลกเปลี่ยนกับข้าวส่วนต่างที่เจ้าของโรงสีเอาชื่อชาวนาสวมสิทธิ์

               อาจจะให้เป็นเงินแลกกับชื่อที่ใช้สวมสิทธิ์โดยให้เงินตันละพันบาทชาวนาบางคนอาจคิดว่า "เป็นค่าน้ำมันดีกว่าไม่ได้อะไรเลย" แต่เทียบไม่ได้กับจำนวนเงินส่วนต่างที่เจ้าของโรงสีได้รับจากการนำชื่อชาวนาไปสวมสิทธิ์

               ส่วนการหาข้าวส่วนต่างมาสวมสิทธิ์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะยังมีข้าวของ "ชาวนา" ที่ไม่ได้ร่วมลงทะเบียนเข้าโครงการ หรือข้าวจากจังหวัดข้างเคียงก็มีโอกาสเป็นไปได้ เพราะรัฐบาลอนุญาตให้มีการขนย้ายข้าวข้ามจังหวัดได้ หรือถ้ามองขั้นเลวร้ายสุดๆ ก็นำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์

               สิ่งเข้านี้ล้วนเป็น "ช่องโหว่" ที่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต

               เมื่อ “เจ้าหน้าที่รัฐ-โรงสี และประชาคมหมู่บ้าน” ได้ประโยชน์ด้วยก็ไม่มีพยานบุคคลส่วนไหนจะไปฟ้องร้องหรือไปให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่

               การแก้ปัญหาโดยการปรับลดราคาจำนำข้าวจาก 15,000 บาทต่อตันเหลือ 12,000 บาทต่อตัน และกำหนดวงเงินรับจำนำข้าวไม่เกิน 500,000 บาทต่อครอบครัว ไม่ใช่การช่วยเหลือชาวนาอย่างแท้จริง

               แต่รัฐบาลทำเพื่อช่วยลดภาระขาดทุนจากโครงการดังกล่าว เป็นการปรับลดปริมาณการปลูกข้าวของชาวนาลง และทำให้ราคาข้าวใกล้เคียงกับราคาตลาดโลกทำรัฐบาลลดภาระการขาดทุนจากโครงการที่ทำอยู่มีการใช้จ่ายเงินรับจำนำข้าวลดลง

               ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีสารพัดม็อบชาวนามุ่งตรงมาคัดค้านการปรับลดราคาจำนำข้าว เพราะชาวนาส่วนใหญ่ต่างรู้ดีว่า "ส่วนต่างในโครงการนี้" ไปตกอยู่ที่ใคร ต่อให้มีคดีใหญ่มากลบก็ปิดไม่มิดเข้าทำนอง "ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดไม่มิด"!


..................................

(หมายเหตุ : 'ลดราคาจำนำข้าว' โจทก์ใหญ่ฟ้อง'รัฐบาลขาลง' : ขยายปมร้อน โดยปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย,สมถวิล เทพสวัสดิ์)