
ขบวนการหน้ากากขาวกับการจุดเทียนศรัทธากลางสายฝน
ขบวนการหน้ากากขาวกับการจุดเทียนศรัทธากลางสายฝน : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
ฝนในกรุงเทพฯ ยังค้างคาฉ่ำฟ้าและทิ้งร่องรอยของสายฝนไว้บนฟุตบาททางเดินเท้าทั่วทั้งกรุงเทพฯ ในเวลาที่อกหักหรือไม่สมหวังอะไร ถ้าบังเอิญไปอยู่ในช่วงที่เป็นฤดูฝนด้วยแล้ว อาการของความผิดหวังมักจะหนักหนาขึ้นเป็นทวีคูณ บังเอิญที่คนกรุงเทพฯ ระยะนี้มีอาการ “อกหักต่อระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย” ค่อนข้างมากมาย เห็นได้จากร่องรอยของผู้คนในสังคม ทั้งรอบๆ ตัวผมเองและสังคมออนไลน์ ขบวนการหน้ากากขาวและไทยสปริงจึงเกิดขึ้นมาทดแทนความรู้สึกในทางที่ดีที่สูญหายไปจากการบริหารงานของรัฐบาล
ผมกางร่มขนาดเล็กราคา 60 บาท ซื้อมาจากร้านขายสินค้าญี่ปุ่น เดินฝ่าฝนจากสี่แยกราชประสงค์มาถึงสีลมเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินกลับไปที่จอดรถ กว่าจะถึง “สีลม” ก็เปียกปอนไปค่อนตัวแล้ว คนขึ้นรถไฟใต้ดินส่วนใหญ่จะเป็นคนหากินธรรมดา ไม่เหมือนรถไฟฟ้าบีทีเอสที่คนขึ้นมักจะเป็นนักท่องเที่ยว, นิสิตนักศึกษา และคนทำงานทั่วๆ ไป เห็นได้ชัดเจนถึงความแตกต่างของกลุ่มผู้โดยสาร ผมขึ้นรถพร้อมกับเด็กหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งที่มี “หน้ากากขาว” พกใส่กระเป๋าไว้แบบเปิดเผย, ชายสูงอายุกับภรรยาที่มีหน้ากากขาวเป็นผ้ามัดไว้กับร่ม, ชายฉกรรจ์ 3 คนรูปร่างแข็งแรง ซึ่งน่าจะเป็นทหารหรือตำรวจ มีหน้ากากขาวสะพายไว้ที่เป้ข้างหลัง ผมมองดูเพื่อนร่วมทางแล้วนึกภูมิใจในตัวพวกเขามากครับ “ถึงแม้จะใส่หน้ากาก” แต่ทุกคนก็ถอดหน้ากากออกเป็นระยะๆ ไม่ได้ปิดบังตัวเองเลย เพราะหน้ากากขาวเป็นเพียงสัญลักษณ์สากล ต้องการสื่อต่อรัฐบาลไทยและประชากรทั่วโลกให้เข้าใจว่า “คนไทยส่วนใหญ่ไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลไทย” อย่างชัดเจน เห็นได้จากในที่ชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาวเมื่อ 16 มิถุนายน 2556 นั้น เต็มไปด้วยผู้สื่อข่าวต่างประเทศมากมาย การสื่อสารทางภาษาระหว่างผู้ชุมนุมกับผู้สื่อข่าวเป็นไปอย่างราบรื่น เกือบทุกคนให้สัมภาษณ์ได้อย่างชัดเจน แม้การเคลื่อนไหวในภาพรวมจะล่าช้าไปหน่อย เพราะกว่าจะตกลงกันได้ระหว่างผู้ชุมนุมว่าจะไปไหนกันก็เกือบชั่วโมง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร เพราะ “เป็นม็อบที่ไร้แกนนำ” จริงๆ
รัฐบาลชุดนี้ใช้นโยบายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อต่อกลุ่มประชาชนที่ยังไม่รู้ทันข่าวสาร นอกจากนั้นเครือข่ายที่สนับสนุนรัฐบาลยังใช้การล้างสมองด้วย “ชุดความคิด” ที่พูดประจำจนเรื่องเท็จกลายเป็นเรื่องเสมือนจริงขึ้นมา เช่น การแพ้การเลือกตั้งที่เขตดอนเมือง ก็ออกมาระบุว่า “อำมาตย์สั่งให้แพ้” เป็นต้น ลินคอล์น รัฐบุรุษของสหรัฐ เคยพูดไว้ว่า “คุณอาจจะหลอกคนทุกคนได้ในบางเวลา, คุณอาจจะหลอกคนบางคนได้ตลอดเวลา แต่คุณไม่สามารถหลอกคนทุกคนได้ตลอดเวลา” (You may fool all the people some of the time, you can even fool some of the people all the time; but you can’t fool all of the people all the time) ดังนั้นเมื่อความจริงหลายๆ เรื่องปรากฏขึ้นมาก็ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่พบว่ารัฐบาลทำตามนโยบายไม่ได้จริงๆ ทำงานวนอยู่กับ “การก่อสร้างทางวัตถุโดยไม่ใส่ใจต่อสังคม” และวนอยู่กับปัญหาของคุณทักษิณเท่านั้น เมื่อประชาชนไม่พอใจ ประกอบกับรัฐบาลไม่ยอมฟังเสียงประชาชนเลย การบอกกล่าวต่อรัฐบาลผ่าน “หน้ากากขาว” จึงเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนตื่นตัวมารวมตัวกันได้โดยไม่ต้องมีแกนนำ นอกจากนั้นการเกิดละครช่อง 3 ที่เน้นเรื่องการเปรียบเทียบระหว่าง “คนดี” กับ “คนชั่ว” ก็ทำให้ “คนยากจน, คนหาเช้ากินค่ำ” ที่ไม่เข้าใจต่อข่าวสารการเมือง เริ่มเข้าใจว่าการกระทำอย่างไรดีหรือไม่ดีขึ้นมาได้บ้าง
การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ “หน้ากากขาว” นั้น ทำให้ฝ่ายรัฐบาลอยู่เฉยไม่ได้ครับ ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะเห็นมวลชนกลุ่มใหม่ที่เกิดจากเสื้อแดงเดิม แต่ถอดเสื้อทิ้งไป ออกมาเคลื่อนไหวชนกับหน้ากากขาวในชื่อใหม่ โดยใช้ข้ออ้างว่าออกมาต่อต้าน “อำนาจนอกระบบที่จะมาทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง” ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะปัจจุบันชื่อเสียงเสื้อแดงมีแต่ (1) สร้างความเสียหายให้กับรัฐบาล, (2) กลุ่มเสื้อแดงบางส่วนเริ่มรู้ตัวว่า “ถูกหลอก” และ (3) ประชาชนกลัว ไม่กล้าเข้ามาร่วมด้วยกับกลุ่มเสื้อแดง
“หน้ากากขาว” จึงกลายเป็นหนามทิ่มแทงรัฐบาลขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อไรที่คนหน้ากากขาวในกรุงเทพฯ ครบ 20,000 คน สภาพของคนหน้ากากขาวที่เปรียบเสมือนหนามก็จะกลายเป็นหอกทันที ทุกจังหวัดก็จะมีหน้ากากขาวเพิ่มขึ้นๆ เครื่องมือที่ดีที่สุดของรัฐบาลในปัจจุบัน คือ ตำรวจ ก็จะไม่กล้าทำงานแบบเดิมอีก รัฐบาลก็จะเข้าสู่ภาวะวิกฤติครับ
วันนี้หน้ากากขาวมีรถนำขบวน, มีการ์ดอาสาบ้างแล้ว แต่ยังขาดแคลนผู้ปฏิบัติงานเพื่อทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางในการขับเคลื่อน” ซึ่งจะทำให้กระบวนการเคลื่อนไหวกระชับขึ้น ดังนั้นการแก้ไขปัญหาแบบนี้น่าจะมีขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์ จากอาสาสมัครของกลุ่มผู้ที่มาชุมนุม เมื่อการปรับตัวต่อการจัดรูปขบวนสำเร็จ ผู้เข้ามาชุมนุมก็จะครบ 20,000 คนได้ง่ายๆ ครับ ส่วนกลุ่มต่างๆ ที่จะเข้าร่วม ขอให้ทำในรูปเครือข่ายมิตรร่วมรบ อย่าเข้ามาชี้นำ ให้การเติบโตของคนหน้ากากขาวเป็นไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน
ความสำเร็จในขั้นต้น เมื่อพิจารณาดูจากความตื่นตัวของประชาชนผู้เข้าร่วมขบวนการ ซึ่งมีขึ้นมากกว่า 20 จังหวัดแล้ว ส่วนยอดผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯ ที่ทยอยกันออกมาเอง จากอาทิตย์แรกประมาณ 200 คน มาเป็น 700 คน และเพิ่มแบบก้าวกระโดดมาเป็น 4,000 คน ครั้งสุดท้ายประมาณ 7,000 คน และจะเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์ครับ การจุดเทียนเพื่อขับไล่ความมืดกลางสายฝนครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของรัฐบาลมากกว่าการรวมตัวของประชาชนครับ ถ้ารัฐบาลปรับปรุงตัวเอง คนก็จะเข้าร่วมขบวนการหน้ากากขาวน้อยลง แต่ถ้ารัฐบาลยังมีบทบาทเหมือนเดิมแล้ว เทียนแห่งความศรัทธานับแสนเล่มจะถูกจุดขึ้นท่ามกลางสายฝนอย่างแน่นอนครับ



