
กบอ.ต้องรอบด้าน
กบอ.ต้องรอบด้าน : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2556
จากข้อมูลของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ที่รายงานเอาไว้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2556 เกี่ยวกับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศ พบว่าเขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งมีระดับการกักเก็บน้ำต่ำกว่าร้อยละ 50 ขณะที่ปริมาณน้ำที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงก็มีอยู่น้อยนิด อย่างเช่น เขื่อนภูมิพล มีความจุอ่าง13,662 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำอยู่จริง 4,327 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 32 เขื่อนสิริกิติ์มีความจุอ่าง 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร มีระดับอยู่ที่ 3,214 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 34 ในภาคอีสาน เขื่อนอุบลรัตน์มีความจุอ่าง 2,431 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือน้ำอยู่แค่ 692 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 28 โดยที่เขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่ที่สุดของประเทศมีน้ำกักเก็บอยู่มากที่สุดที่ร้อยละ 71 โดยความจุอ่าง 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร เก็บน้ำในอ่าง 12,593 ล้านลูกบาศก์เมตร
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การกักเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ในช่วงหน้าฝนปีก่อนอยู่ในระดับต่ำ การบริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้งตั้งแต่ปลายปี 2555 ต่อต้นปี 2556 แม้จะเป็นไปอย่างระมัดระวังแต่ก็ยังไม่พ้นวิกฤติอยู่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้เห็นกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการทำฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เพื่อให้พอใช้กับงานด้านพลังงาน การเกษตร แลเะภารกิจอื่นๆ ของเขื่อน ทั้งๆ ที่เวลานี้เข้าสู่ฤดูฝนมานานนับเดือนแล้ว แต่มีแนวโน้มว่า อาจเกิดวิกฤติแห้งแล้งขึ้นอย่างหนักถ้าหากระยะเวลาที่เหลืออีกประมาณ 5 เดือน ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าเกณฑ์ดังเช่นปีก่อน ย่อมแน่นอนว่า ภาคเกษตรกรรมจะต้องได้รับผลกระทบก่อนเป็นกลุ่มแรกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ราวกับจะเป็นการฟ้องการบริหารน้ำของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่อาจจะเรียกได้ว่า สถานการณ์แล้งน้ำเกิดขึ้นกลางวงการประกาศรายชื่อบริษัทผู้ได้รับประมูลโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนวงเงิน 291,000 ล้านบาท เพราะในยามที่รัฐบาลกำลังขะมักเขม้นเอาจริงเอาจังกับการเตรียมแผนรับมือน้ำท่วมอยู่นั้น กลับไม่มีน้ำอย่างที่คาดการณ์ ซ้ำร้ายก็คือ ตามแผนบริหารน้ำทั้ง 9 โมดูลที่บริษัทเอกชนนำเสนอเน้นไปที่การรับมือน้ำท่วมมากกว่าการบริหารจัดการน้ำยามแล้ง ทั้งที่เป็นภัยพิบัติที่เกิดสลับกับอุทกภัยอยู่เสมอๆ
โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใน 17 ลุ่มน้ำ การทำฟลัดเวย์ เพื่อระบายน้ำลงทะเล และโครงการเตรียมพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง ที่จะต้องใช้เงินกู้จำนวนมหาศาล อาจไม่สามารถตอบโจทย์ในสถานการณ์วิกฤติภัยแล้งได้ เช่นนี้แล้วในอนาคตอันใกล้ประชาชนคนไทยก็คงจะได้เห็นคลองระบายน้ำขนาดความกว้าง 120 เมตร ระยะทาง 400 กิโลเมตรกลายเป็นคลองชลประทานที่แห้งขอด เป็นความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างที่ได้เห็นเสาตอม่อโครงการถนนและทางรถไฟยกระดับ (โฮปเวลล์) และทางด่วนส่วนต่อขยายแถวๆ เกษตร-นวมินทร์ ขณะที่กรมประทานเองก็ต้องขึ้นบินทำฝนหลวงเพื่อเติมน้ำให้เขื่อนต่างๆ ที่จะสร้างขึ้นใหม่อีกนับสิบอ่าง ตังอย่างจากภัยแล้งที่เห็นอยู่ตรงหน้าเช่นนี้จึงควรที่ กบอ.จะนำไปพิจารณาใคร่ครวญถึง "น้ำต้นทุน" ไปพร้อมกัน โดยเฉพาะที่ยังถูกมองข้ามหรือวางเฉยกันอยู่ก็คือ การเร่งปลูกป่าต้นน้ำลำธาร พร้อมกับบูรณาการเรียกคืนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกลับมา



