
รู้หน้าที่ทำให้ดีที่สุด
รู้หน้าที่ทำให้ดีที่สุด : บทบรรณาธิการประจำวันที่23มิ.ย.2556
ฮือฮาอีกครั้งกับภารกิจสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้หารือระหว่างประชุมเวทีความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกกับละตินอเมริกา กับนายวันนา หม่อง ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาร์ ขอยืมช้างเผือกที่มีลักษณะดี มาเป็นทูตสันถวไมตรีเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่จะครบรอบ 65 ปี ในปีหน้า (2557) ให้มีความใกล้ชิดในหลายมิติเป็นเวลา 6 เดือน หวังกระตุ้นนักท่องเที่ยวหลังจากประสบความสำเร็จในการเจรจากับทางการจีนขอต่ออายุให้แพนด้าอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลา 15 ปี แลกกับค่าใช้จ่ายปีละประมาณ 30 ล้านบาท
แต่ภารกิจที่ดูเหมือนจะง่ายของรัฐมนตรีต่างประเทศคนนี้กลับพังทลาย เมื่อหนังสือพิมพ์นิวส์ไลน์ ออฟ เมียนมาร์ ได้รายงานความคืบหน้าโดยอ้างคำพูดของรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาร์ ซึ่งได้แจ้งกลับมายังไทยถึงคำร้องขอดังกล่าวด้วยถ้อยคำที่สุภาพด้วยวาจาเชิงการทูตว่า อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะขนส่งช้างเผือกไปยัง จ.เชียงใหม่ แต่อาจจะเป็นเรื่องสะดวกสบายสำหรับประชาชนได้มาชื่นชมช้างเผือกที่เมียนมาร์ ถ้าได้มีการจัดเตรียมสายการบินพิเศษไว้ ที่จะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระหว่าง 2 ประเทศตามที่ไทยได้ตั้งใจไว้
คำปฏิเสธของรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาร์แม้จะมีเหตุผลเพียงสั้นๆ และมิได้อธิบายความกระจ่างแต่อย่างใด แต่มีความหมายลึกซึ้งและนัยน่าสนใจยิ่ง หากมองในมุมประวัติศาสตร์ไทยและเมียนมาร์มีความใกล้ชิดกันมาแต่อดีต มีขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ที่คล้ายคลึงกันบางส่วนบางพื้นที่ก็แทบจะเหมือนกัน ที่สำคัญทั้งสองประเทศถือว่านิยามความเป็นช้างเผือกหรือคชลักษณ์คล้ายๆ กัน มีสีประหลาดเผือกขาวอมชมพู เป็นของคู่บ้านคู่เมืองและเคยเป็นต้นเหตุของสงครามมาแล้ว เชื่อกันว่าประเทศใดมีช้างเผือกจะเป็นมงคลแก่ชาติบ้านเมือง บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข พระมหากษัตริย์องค์ใดได้พบช้างเผือกเป็นจำนวนมาก แสดงว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นทรงถึงพร้อมด้วยบุญญาภินิหารบารมีมาก
ช้างเผือกเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตและความเชื่อของคนไทยและพม่ามาตั้งแต่พุทธกาล ดังปรากฏในชาดกเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะที่ในปัจจุบันไทยเราก็ยังคงให้ความสำคัญกับช้าง ได้มีการตั้งศูนย์อนุรักษ์พันธุ์ช้าง และมีช้างเผือกอยู่ 10 เชือก ส่วนเมียนมาร์ก็เช่นกัน มีการจัดงานวันช้างเผือกแห่งชาติ และได้มีการรวบรวมช้างเผือกตั้งแต่ปี 2544 ตอนนี้ถูกรักษาไว้เป็นสัญลักษณ์แทนความก้าวหน้าและโชคดีของพม่ายุคใหม่ มีหน้าที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและวางแผนขยายพันธุ์จากเดิมที่มี 8 เชือก
ไม่ว่าการกระทำของนายสุรพงษ์ จะด้วยความบริสุทธิ์ใจในความประสงค์นำช้างเผือกที่หายากมาโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉมที่เชียงใหม่ หรือจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรก็ตาม แต่หากมองถึงคุณค่าและความเชื่อของความเป็นช้างเผือกนั่นน่าจะตีความได้มากกว่าความเป็นสัตว์ป่าโดยทั่วไปที่จะขอมาจัดโชว์เป็นการทั่วไป คงไม่เป็นเรื่องเสียหายหากจะเรียนรู้อารยธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน อย่ามัวเสียเวลาตะโกนหาช้างเผือกอยู่ไหน ควรรู้หน้าที่ของตนเองโดยทำสิ่งนั่นให้ดีที่สุด



