
มีวันนี้เพราะพี่(ต้อง)ให้
มีวันนี้เพราะพี่(ต้อง)ให้ : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข
“นี่หรือผู้นำ?” น้ำเสียงผู้พูดแสดงความรู้สึกเยาะเย้ยตามมาด้วยคำพูดท้าทายเสียดสีจำนวนมาก อาทิ พูดแล้วทำไม่ได้อย่าพูดดีกว่า...น่าอาย
ปากบอกว่าให้ความสำคัญกับภาวะผู้นำแต่กลับไม่ทำตามหลักการ...ขอยกเว้นหลักเกณฑ์ทั้งๆ ที่มันไม่ได้มีความจำเป็น? และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึง...ข้อหาอุกฉกรรจ์ที่เริ่มดังหนาหูคือ ดีแต่นั่งบี้มด!!?!
ยิ่งสูงยิ่งหนาว คือ ภาวะที่ตำรวจผู้ที่มุ่งหวังเติบโตก้าวหน้าไปถึง จุดที่ชอบ ที่ชอบ จะต้องพบเจอ และต้องไม่ลืมว่า...ที่ชอบ ที่ชอบเหล่านั้นล้วนเป็นที่หมายปองของเหล่าบรรดาพวกมีอิทธิฤทธิ์ อภินิหารด้วย ดังนั้น องศาความหนาวจะยิ่งทวีความเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ! ระวัง น้อง...ลูกน้อง...หรือเพื่อนของท่านจะกระโดดถีบอย่างแรงจนตั้งตัวไม่ติดเพื่อแย่งชิงเก้าอี้!
“คิดหรือว่า...ทำแบบนี้แล้วจะรอด?” หรือ “ยอมตามเขาทำไม...โตมาถึงขั้นนี้แล้วต้องสู้” หรือ “ผู้นำยอมแบบนี้แล้วไพร่พลที่เหลือล่ะ คิดมั้ยว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไร?” คำพูดพร่างพรู...สับสน...สะเทือนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น...การแต่งตั้ง เลื่อนตำแหน่งและโยกย้ายตำรวจ!นอกฤดูกาล
มององค์กรตำรวจ...มองผู้นำตำรวจ...ต้องมองให้ทะลุให้ขาดและต้องมองด้วยมุมมองทางสังคมศาสตร์ อย่าด่วนตัดสินการกระทำของตำรวจไม่ว่าจะระดับใดด้วยสายตาแบบนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้หลักเหตุเดียวผลเดียวเพราะโลกของตำรวจมันซับซ้อนซ่อนเงื่อน
ผู้นำและองค์กรตำรวจไม่ได้ลอยอยู่ในสุญญากาศที่มีอำนาจและอิสระอย่างเต็มที่ในการบริหารจัดการ หากแต่ถูกผูกโยงยึดไว้กับระบบการเมือง (น้ำเน่า?) ทุกยุคทุกสมัยที่ล้วนแล้วแต่ใช้ตำรวจแต่ขาดการใส่ใจอย่างจริงจังที่จะพัฒนาองค์กรตำรวจให้มีความเข้มแข็งในการบริหารจัดการเพื่อให้ตำรวจสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณธรรมในการทำงาน
นักการเมืองทุกคนรู้ดีว่าตำรวจมีความสำคัญเนื่องจากเป็นกลุ่มอาชีพที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย และนักการเมืองก็มักจะมีวิธีคิดเพียงแค่ต้องการให้นายของตำรวจเป็นคนของตนเองเพื่อสนองนโยบายหรือความต้องการของตนเองหรือกลุ่มตนเองแต่เพียงเท่านั้น
เมื่อองค์กรตำรวจหรือผู้นำตำรวจถูกผูกยึดจากกลุ่มผู้ที่มีอำนาจนอกองค์กรในการเลื่อน ลด ปลด ย้ายได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ต่างจากภาวะถูกมัดตราสัง เช่นนี้...ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการพยายามรักษาประคับประคองตัวให้รอดและรักษาเป้าหมายรวมถึงอุดมการณ์ไว้ในระดับที่สามารถยอมรับได้ (นั่นคือตำรวจน้ำดีที่สุดแล้ว!) การที่จะยึดมั่นในหลักการ ดำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมแบบที่เรียกว่า ยอมหักไม่ยอมงอเลยอาจไม่ใช่ทางออกของผู้เป็นนาย(ตำรวจ) ที่ดีในโลกของตำรวจไทยและอาจจะทำไม่ได้ถึงแม้ว่าจะอยากทำ หรืออาจจะหมดโอกาสได้ทำเพราะ...โดนปลดกลางอากาศอย่างที่เห็นๆ กันอยู่เสมอๆ ในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา
การวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำตำรวจอย่างคนเสียขวัญ หมดกำลังใจและตั้งคำถามถึงภาวะผู้นำนั้น? หากคิดให้รอบด้านแล้วก็อาจทำได้ หากแต่การนำข้อคิดจากเรื่องพันท้ายนรสิงห์มาประกอบการพิจารณาด้วยก็น่าจะทำให้การวิพากษ์วิจารณ์เป็นไปในรูปแบบของความพยายามทำงานเป็นทีมเพื่อหาทางออกให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขับเคลื่อนไปสู่ภาวะหลุดพ้นการจมน้ำเน่าให้มากยิ่งขึ้น
พันท้ายฯ ผู้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นว่าจะเกิดภัยใหญ่หลวงแก่พระเจ้าเสือจึงคัดท้ายเรือชนต้นไม้จนหัวเรือหัก...ถึงแม้ว่านายจะยกโทษให้แต่เพื่อให้เป็นไปตามหลักการและไม่ให้ใครมาดูหมิ่นผู้เป็นนายให้เสียประวัติด่างพร้อยได้...พันท้ายนรสิงห์ผู้กล้าหาญยินดีและเต็มใจที่จะถูกประหารชีวิต
จะมีลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาตำรวจสักกี่คนที่จะปฏิบัติต่อนายเช่นนี้!
หากจะรอสักนิด...ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ต้องการคงไม่ไกลเกินเอื้อม ถ้ามีฝีมือจริงและเป็นตำรวจมืออาชีพ
ทำไมต้องรีบ...ก้าวกระโดดใช้อำนาจการเมืองมาบีบนายให้คนก่นด่า
ความก้าวหน้าในการขึ้นสู่ที่สูงเพื่อเป็นผู้นำอย่างสมาร์ทสมศักดิ์ศรีจะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้คนเคารพแซ่ซ้องสรรเสริญอย่างจริงใจ
หากผู้นำระดับสูงขององค์กรตำรวจล้วนแต่เป็น “เด็ก” ที่มีอิทธิฤทธิ์อภินิหารที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่มีและใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นกับการบริหารงานในองค์กรตำรวจ ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำรงอยู่และรุนแรงมากขึ้นต่อไป องค์กรตำรวจก็จะมีแต่ผู้นำที่ไร้คุณธรรม ผู้นำที่เติบโตขึ้นมาโดยการคิดแต่เพียงการมุ่งหวังความก้าวหน้าและประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเท่านั้น...อย่าคิดว่าการเมืองน้ำเน่าจะให้ผลประโยชน์แก่ผู้ใดโดยไม่เอาทุนคืน หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย
ในเมื่อวงการตำรวจไร้ความเป็นธรรมแล้วนั้น ประชาชนจะยังถามหาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต่อไปได้อีกหรือ?!?



