
ปมระเบิดหน้ารามคำแหง
ปมระเบิดหน้ารามคำแหง : บทบรรณาธิการประจำวันที่19มิ.ย.2556
กรณีเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดหน้าปากซอยรามคำแหง 43/1 เริ่มคลี่คลาย หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาในการติดตามตัวคนร้ายมาได้ระยะหนึ่ง กระทั่งจับตัวนายอิดริส สะตาปอ อายุ 24 ปี พื้นเพเป็นคน จ.นราธิวาส แต่การสอบสวนขยายผลยังต้องดำเนินต่อไป รวมถึงการติดตามตัวผู้ร่วมก่อคดีที่เหลือ น่าสนใจคือผู้ต้องหารายนี้ถูกจับกุมได้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะไปเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่นั้นด้วยหรือไม่ ขณะเดียวกันก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาจากหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า ผู้ต้องหารายนี้อาจมีส่วนพัวพันกับหลายเหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
หากมองจากกายภาพจุดเกิดเหตุแล้ว ส่วนประกอบการก่อคดีจากความขัดแย้งตามที่ปรากฏเป็นข่าวก็ยังไม่ชัดเจนนัก ทั้งเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว ปมมาเฟียชิงพื้นที่ครอบครองค้าขายหรือแม้กระทั่งเหตุชู้สาว น้ำหนักของเรื่องไม่น่าเป็นชนวนเหตุถึงกับต้องลอบวางระเบิดกัน ประเด็นที่ถูกสงสัยร่วมมาตั้งแต่แรกคือ มีกลุ่มก่อความไม่สงบจากพื้นที่ภาคใต้ ขึ้นมาก่อเหตุถึงเมืองหลวงหรือไม่ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นมีการเจรจาเพื่อสันติภาพระหว่างรัฐกับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น และมีเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างต่อเนื่องจนเกือบทำให้โต๊ะเจรจาล่ม จึงมีการโยงระหว่างสองเหตุการณ์ เข้าด้วยกันเพราะหากเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับว่าเหตุรุนแรงลุกลามเข้ามา แสดงถึงศักยภาพของกลุ่มหัวรุนแรงที่สามารถเขย่าขวัญในพื้นที่ใดของประเทศก็ได้เพราะขนาดเมืองหลวง ก็ยังควบคุมไม่ได้
ขณะเดียวกันสำนักงานตำรวจแห่งชาติและฝ่ายความมั่นคง รวมถึงรัฐบาลเองก็ออกมาการันตีว่า เหตุระเบิดที่หน้าปากซอยรามคำแหง 43/1 นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ และมั่นใจว่าชนวนเหตุน่าจะเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองโดยมีการยกเหตุการณ์ครั้งที่มีการลอบวางระเบิดป่วนกรุงเทพฯ แต่ยังจับมือใครดมไม่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ ตรงข้ามกับหลักฐานที่ตำรวจสามารถยืนยันจนกระทั่งใช้กฎอัยการศึก ไปควบคุมตัวผู้ต้องหารายนี้มาได้เพราะมีกล้องวงจรปิดและพยานบางส่วนชี้เบาะแส ที่สำคัญคือ ผู้ต้องหาเป็นคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เรื่องจึงเกิดเป็นประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตตามมา
แม้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะยืนยันเหตุดังกล่าาวไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ แต่ชี้แจงว่าผู้ต้องหาถูกชักจูงจากผู้จ้างวาน ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าลอบวางระเบิดจากสาเหตุอะไร แต่อย่างน้อยก็มีคำถามตามมาคือ หากผู้ต้องหารายนี้สามารถนำระเบิดขึ้นมาประกอบแล้วก่อเหตุในเมืองหลวงได้ แล้วกลุ่มก่อความไม่สงบภาคใต้ก็คงทำได้ด้วยเช่นกัน และอาจทำได้ดีกว่า มีศักยภาพกว่าด้วยเนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านนี้มากกว่า ดังนั้นโอกาสที่กลุ่มนี้จะลักลอบเข้ามาก่อเหตุจึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การสอบสวนครั้งนี้จึงต้องรัดกุมและเคลียร์ประเด็นให้ได้ว่าใครคือ ผู้จ้างวานและมีวัตถุประสงค์อย่างไร หากไม่ใช่การก่อเหตุอันต่อเนื่องจากสถานการณ์ภาคใต้



