คอลัมนิสต์

เข้าโค้งอันตราย

เข้าโค้งอันตราย

17 มิ.ย. 2556

เข้าโค้งอันตราย : บทบรรณาธิการประจำวันที่17มิ.ย.2556


              จากข้อสรุปแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ที่คาดการณ์กันเอาไว้ว่าจะชะลอตัวลง ด้วยหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก ซึ่งในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเติบโตเพียงแค่ 2.89% ทั้งนี้เป็นผลมาจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าใหญ่ๆ อย่างสหรัฐ ยุโรป และจีนมีปัญหา โดยเฉพาะยุโรปที่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะพลิกฟื้นในเร็ววัน นั่นหมายถึงว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3 ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี ถ้าตัวเลขการส่งออกไปยัง 3 กลุ่มประเทศดังกล่าวยังไม่สามารถโงหัวขึ้นได้ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศก็ถือว่าตกอยู่ในห้วงเวลาอันตรายอย่างที่สุด

              ขณะที่ตัวเลขอื่นๆ ที่สะท้อนออกมาในช่วงไตรมาสแรก และเดือนเมษายน ก็มีแนวโน้มไปในทางลบแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายในภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ว่าจะให้เป็น Growth Machine ทั้งแผนการกู้เงินจำนวน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนปฏิวัติระบบขนส่งของไทยโดยเน้นระบบราง ทั้งโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และรถไฟฟ้า และโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนวงเงินลงทุน 3.5 แสนล้านบาท กลับเห็นแนวโน้มว่าจะเป็น "หนังยาว" หลายตอนจบ จะวาดหวังให้เกิดการจ้างงานและการไหลเวียนของเงินลงทุนนั้นยากเสียแล้ว โดยที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณในช่วงต้นปี 2557 อาจล่าช้าอันจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงโครงการลงทุนภาครัฐต่างๆ ได้

              ไม่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนว่านโยบายประชานิยมของรัฐบาลกำลังจะย้อนกลับมา "กินตัว" ให้เห็นเป็นรูปธรรมของความเสียหายที่จะเกิดกับเศรษฐกิจโดยภาพรวมในเร็ววันนี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรกที่ไปหยิบยืมเอา "ดีมานด์" ในอนาคตมาใช้จนเกือบเกลี้ยง จนโชว์รูมของบริษัทรถยนต์ต้องรับภาระสต็อกล้นกันอย่างถ้วนหน้า เพราะการบริโภคในความเป็นจริงย่อมลดลงเป็นธรรมดา ซ้ำร้ายโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลนำเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลเข้าไปแทรกแซงราคาจนขาดทุนไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท ยังกระทบต่อการดำเนินนโยบายการคลัง และความน่าเชื่อถือของประเทศไปพร้อมกันด้วย

              ถึงขณะนี้ แม้ภาครัฐจะพยายามออกแรงผลักดันตัวเลขการส่งออกในช่วง 6 เดือนที่เหลืออยู่ของปีนี้ ให้กระเตื้องขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรจะต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่าสัดส่วนต่อจีดีพีเหมือนที่ผ่านมา หรือราวๆ 70% ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็มีแผนงานเดินสายโรดโชว์ไปยังประเทศต่างๆ เพื่อผลักดันการส่งออกให้ไปมากที่สุด ซึ่งในความพยายามเหล่านี้ก็หาได้มีหลักประกันอย่างเต็มร้อย เพราะระบบเศรษฐกิจที่อาศัยการส่งออกเป็นหลักนั้นยึดโยงอยู่กับประเทศคู่ค้า ซึ่งถ้าหากเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเหล่านั้นไม่กระเตื้องขึ้น ประเทศไทยก็จะได้รับผลกรรมนั้นไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเชื่อว่า ทุกภาคส่วนของสังคมย่อมปรารถนาจะเห็นแผนงานรับมือของรัฐบาลในอีก 2 ไตรมาสที่เหลืออย่างเป็นรูปธรรม นอกจากการแสดงความมุ่งมั่นผ่านทางการแสดง "ความเห็น" ที่สำคัญก็คือ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องทบทวนนโยบายแทรกแซงระบบตลาดที่ดำเนินการผ่านประชานิยม เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจเกิดความเสียหายใหญ่หลวงขึ้นอีกครั้ง คล้ายๆ กับเมื่อปี 2540 ที่นับเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ชาวไทยทุกคนไม่มีวันลืม