คอลัมนิสต์

'ปัญหารุมเร้า-ม็อบเขย่า'ระวัง!เอาไม่อยู่

'ปัญหารุมเร้า-ม็อบเขย่า'ระวัง!เอาไม่อยู่

17 มิ.ย. 2556

'ปัญหารุมเร้า-ม็อบเขย่า'ระวัง!เอาไม่อยู่ : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์


               หลายฝ่ายเริ่มแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์กลุ่มคนหน้ากากขาว "กาย ฟอว์กส์" ปะทะกับ "กลุ่มคนเสื้อแดงเชียงใหม่" ขณะชุมนุมต่อต้านระบอบทักษิณ บริเวณสวนสุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา

               การปะทะกันถือเป็น "จุดเริ่มต้น" ที่อาจทำให้ปัญหาความเห็นต่างได้กลายเป็นการใช้กำลังเข้าตัดสินกับกลุ่มคนที่มีความเชื่อไม่เหมือนกับพวกตัวเองโดยใช้กำลังเป็นตัวตัดสิน แทนที่จะเป็น "ศาลยุติธรรม"

               ที่สำคัญสังคมกำลังจับตามองปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่รัฐว่า การปฏิบัติหน้าที่ลักษณะไหนที่ควรเรียกว่า "2 มาตรฐาน"

               ระหว่างการชุมนุมของ "กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล" กับการชุมนุมของ "กลุ่มตรงข้ามรัฐบาล"

               หลายคนเริ่มเป็นห่วงว่า การเผชิญหน้าของประชาชนทั้งสองกลุ่มจะลุกลามบานปลายกลายเป็นเงื่อนไขให้สถานการณ์การเมืองเกิดความตึงเครียด จนถึงขั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

               แม้หลายคนจะมั่นใจว่า "ปฏิวัติ" คงไม่เกิดขึ้น หลังจากเกิดกระแสข่าวการพูดคุยกันระหว่าง "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผู้บัญชาการทหารบก กับ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี

               นอกจากนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า "รัฐบาล" เอาใจกองทัพมากเป็นพิเศษ โดยดูจากเม็ดเงินงบประมาณที่กองทัพได้รับไปมีจำนวนไม่น้อย แต่เชื่อว่าเมื่อเกิดความโกลาหลในบ้านเมืองก็ยากที่กองทัพจะเมินเฉย เพราะถ้าเงื่อนไขเรื่อง "นักการเมืองทุจริต" สำหรับประเทศไทยขณะนี้ถูกมองเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ไม่ใช่เงื่อนไขที่ "กองทัพ" จะออกมาเช็กบิลยึดทรัพย์เหมือนเช่นในอดีต

               ดังนั้นเงื่อนไข "สงครามกลางเมือง" ก็ยังไม่อาจมองข้ามไปได้ ดูได้จากปาฐกถาของ "นายกรัฐมนตรี" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวในการประชุมประชาคมประชาธิปไตย อูลานบาตอร์ มองโกเลีย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2556 โดยเนื้อหาตำหนิรัฐธรรมนูญของไทยปี 2550 และมีกลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยในไทย พร้อมกล่าวหาองค์กรอิสระไม่เป็นกลาง รวมทั้งเรียกร้องให้นานาชาติช่วยกันกดดันเพื่อให้เกิดกระบวนการประชาธิปไตย

               การพูดของ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" อาจมองได้ว่าเป็นการ "ตีปลาหน้าไซ" ฟ้องนานาชาติไว้ก่อนให้ช่วยจับตามองประเทศไทย หากเกิดการปฏิวัติขึ้นอีกก็เข้าล็อกเหมือนที่ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" กล่าวปาฐกถา

               นั่นแสดงว่า "รัฐบาลยังหลอน" และยังไม่ไว้ใจ เพราะดูจากการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องของ "กลุ่มคนหน้ากากขาว" กระแสพอไปได้ เริ่มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนสวมหน้ากากไม่รู้ใครเป็นใคร ทำให้คนกล้าออกมาร่วมกิจกรรมมากขึ้น

               ถึงขนาดมีกระแสข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศขายหน้ากากขาว นั่นแสดงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็กังวลต่อกิจกรรมลักษณะนี้เช่นกัน

               ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไข "ปฏิวัติ" รัฐบาลในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐต้องหาทาง "ตัดไฟแต่ต้นล้ม"

               โดยใช้ "หน่วยงานมืออาชีพ" เข้าไป "สะกด" หรือกำราบตัดท่อน้ำเลี้ยงไม่ให้ "กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง" สร้างปัญหาให้แก่รัฐบาล

               ส่วนวิธีการ "สะกดจิต" อาจส่งผลให้มีบางคนและบางกลุ่มได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต ก็ถือเป็นการทำเพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขปฏิวัติรัฐบาล

               "ดร.นิติ มณีกาญจน์" อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ตั้งข้อสังเกตว่า การใช้หน้ากากขาวเป็นการเริ่มต้นเปิดตัวที่ทำได้ดี เพราะขณะนี้หน้ากากขาวกลายเป็นสัญลักษณ์สากลที่ทั่วโลกใช้ในการต่อต้านรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม ขณะที่วิธีการที่ไทยสปริงใช้ นั่นคือ การสื่อสารผ่านโลกไซเบอร์นั้น จะมีจุดแข็งอยู่ตรงที่ผู้คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกสามารถนัดรวมตัวกันเป็นกลุ่มและทำกิจกรรมกันเองอย่างอิสระโดยไม่ต้องอาศัยแกนนำระดับสูง แต่การแตกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยอย่างอิสระนั้น อาจขาดพลังในการต่อสู้และอาจถูกฝ่ายเสื้อแดงรุกกลับได้

               ดังนั้น "นิติ" จึงมองว่า หากจะทำให้กลุ่มไทยสปริงมีพลังมากพอ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะต้องดึงกลุ่มอื่นๆ เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกรีน หรือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศว่า หากรัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเป่านกหวีดทันที และเมื่อแม่น้ำทุกสายไหลมารวมกัน การต่อต้านรัฐบาลก็จะก้าวออกจากหน้าจอมาสู่ท้องถนนในที่สุด

               หากกลุ่มหน้ากากขาวจะสามารถขยายวงหรือขยายคนได้มากกว่านี้ "นิติ" ก็ยังมองว่า หากการรวมตัวยังเป็นไปอย่างหลวมๆ ไม่มียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนอย่างชัดเจน ก็จะถูกรัฐบาลจัดการไม่ต่างจากกลุ่มของ "เสธ.อ้าย" พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ อดีตประธานองค์การพิทักษ์สยาม

               สำหรับประเด็นเรื่องการรัฐประหาร "อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ" มองว่า ขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณอยู่นอกประเทศ แม้มีรัฐประหารก็ทำอะไร พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ แต่การรัฐประหารกลับจะยิ่งเข้าทาง เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้พยายามชี้ให้ทั้งโลกเห็นว่า ตนเองเป็นนายกฯ ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย และถูกฝ่ายเผด็จการกลั่นแกล้ง เห็นได้จากการในปาฐกถาของนายกฯ ยิ่งลักษณ์

               "หากมีรัฐประหารเหตุผลที่ฝ่ายคุณทักษิณกับคุณยิ่งลักษณ์อ้างก่อนหน้านี้ก็จะเป็นจริงและชอบธรรมขึ้นมาทันทีทีนี้หากเกิดรัฐประหารจริงๆ ไม่รู้จะจัดการอย่างไรต่อไป ใครจะมาเป็นรัฐบาล การบริหารงานก็จะทำได้ยาก และแน่นอนว่ารัฐธรรมนูญที่จะเกิดมาจากการรัฐประหารนั้นก็จะต้องมีปัญหาต่อไปอีกในอนาคต" ดร.นิติ กล่าว

               ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ จะส่งผลถึงขั้นยุบสภาหรือไม่นั้น "นิติ" บอกว่า เรื่องนี้ต้องแยกออกเป็นสองประเด็น หนึ่ง ความชอบธรรมของรัฐบาล สอง การทำงานของรัฐบาล ปัญหาที่กลุ่มต่างๆ มีอยู่ตอนนี้ เช่น การชุมนุมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมอชนบท เอ็นจีโอ ในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ปัญหาจากโครงการรับจำนำข้าว การยุบโรงเรียนขนาดเล็ก หรือ ปัญหาในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ฯลฯ นั้น เป็นปัญหาที่เกิดจากการทำงานของรัฐบาล ไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาล

               "นิติ" มองว่า การแก้ปัญหาที่เกิดจากการทำงานนั้นแก้ได้ง่ายกว่า โดยส่งคนไปเจรจา หรือปรับรัฐมนตรีประจำกระทรวงออก หรือถ้าไม่สามารถจัดการได้จริงๆ ก็อาจจะยุบสภา แต่การยุบสภาก็ไม่ได้หมายถึงการพ่ายแพ้ เพราะพรรคเพื่อไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการหาเสียงและเสนอนโยบายต่างๆ ที่ตัวเองต้องการจะผลักดันได้อย่างเป็นทางการอีกครั้ง หากไม่มีอะไรที่ใหม่และดีกว่า ประชานิยม ก็ล้มเพื่อไทยยาก

               ส่วนปัญหาเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาล "นิติ" บอกว่า ขณะนี้ยังไม่ปรากฏชัดเจน จะพบว่าข่าวการคอร์รัปชั่นต่างๆ ก็ไม่ได้โยงไปถึงตัวผู้นำรัฐบาล และยังไม่มีการล่วงล้ำก้าวก่ายอำนาจของสถาบันทางการเมืองอื่น หากรัฐบาลเริ่มเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ ผลักร่างกฎหมายนิรโทษ พ.ร.บ.ปรองดอง ก็อาจจะถูกมองในเรื่องความชอบธรรมขึ้นมาทันที            

               ส่วนการเผชิญหน้าระหว่างมวลชน "นิติ" บอกว่า หากรัฐบาลปล่อยให้กลุ่มไทยสปริงเชื่อมต่อกับกลุ่มอื่นได้ และหากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้ได้ มวลชนก็จะขยายตัวและเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น โอกาสที่จะปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงก็เป็นไปได้ หากปล่อยให้เกิดการปะทะแล้วมีคนในฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้รับบาดเจ็บขั้นร้ายแรงหรือเสียชีวิต ถึงเวลานั้นอาจเกิดปรากฏการณ์ไทยสปริงจริงๆ ก็เป็นได้


.........................................

(หมายเหตุ : 'ปัญหารุมเร้า-ม็อบเขย่า'ระวัง!เอาไม่อยู่ : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)