
ความซ้ำซากที่(ไม่อยากเจอ)ในฤดูแต่งตั้งโยกย้าย
ความซ้ำซากที่(ไม่อยากเจอ)ในฤดูแต่งตั้งโยกย้าย : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
"นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อนขึ้นสู่ที่สูงไม่ได้ ฉันใด นายตำรวจที่ได้ขึ้นทั้งหลายก็ควรตระหนักเสมอว่า ความสำเร็จในอาชีพการงานของท่านจะไม่สามารถเป็นจริงได้เลยหากท่านไม่ได้รับความร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมมือในการทำงานจากเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านด้วย"
“ราคาขึ้น” หัวหน้าสถานีตำรวจพูดถึงผลการตรวจสอบข่าวการเตรียมตัวโยกย้ายในกลุ่มตำรวจทั้งในระดับระนาบเดียวกันและในระดับเลื่อนขึ้น ทั้งๆ ที่ฤดูกาลนี้กลุ่มบุคคลที่ควรจะอยู่ในอาการทุรนทุรายน่าจะเป็นเหล่าบรรดานายพลมากกว่าจะเป็นระดับผู้กำกับ
อาการทุรนทุรายที่เกิดขึ้นในกลุ่มตำรวจนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกๆ ช่วงครึ่งหลังของแต่ละปี และเป็นอาการหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงภาวะสุขภาพจิตเสื่อม นอกเหนือจากภาวะการขาดความสนใจในงานเนื่องมาจากการวิตกกังวลอยู่กับการสืบเช็กข่าวจนไม่มีสมาธิอยู่กับการทำงาน และอาจรุนแรงถึงขั้นกลายไปเป็นโจรเพื่อหาเงินมาซื้อ...?
ถึงแม้ว่า "ตอในโลกของตำรวจ" ซึ่งหมายถึง ตั๋วและตังค์จะเป็นปัจจัยหลักที่นำมาซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่ง อำนาจและความก้าวหน้าในอาชีพของตำรวจ แต่มิได้หมายความว่า การมีตั๋วที่แข็งมากและมีเงินที่มากพอในการทุ่มซื้อจะทำให้ฝันเป็นจริงถ้าไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ที่สามารถกลบเกลื่อนกลยุทธ์ "ตอ” ได้
ผลงานที่นำมาใช้ในการแสดงศักยภาพของแม่ทัพนายกองทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นจากความทุ่มเทในการทำงานของเหล่าบรรดาไพร่พลในระดับต่างๆ ที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ สติปัญญาเท่าที่แต่ละคนมีอยู่เพื่อให้ฝันของนายเป็นจริงประการหนึ่ง และเพื่อหลีกเลี่ยงการ "จวกไม่ยั้งในรูปแบบต่างๆ” ของนายอีกประการหนึ่ง
“เขาควรคิดถึงจิตใจของลูกน้องบ้าง ทำดีไม่ชม ทำดีไม่ได้ดีพวกผมก็ชินแล้วนะ แต่นี่ยังต้องถูกจวกถูกด่าอย่างไม่ฟังเหตุฟังผล เขาเอาแต่ตัวเองรอด ใครจะเป็นยังไง ลูกน้องจะเป็นยังไง ไม่สนใจ งบประมาณในการทำงานก็ไม่เคยเหลียวแลทุกอย่างให้หาเองหมด ทั้งๆ ที่ในบางครั้งเราก็รู้ว่าหน่วยเหนือส่งงบประมาณมา ก็ยังอม(งบประมาณ)ลูกน้องอีก” ตำรวจผู้น้อยพูดถึงนายด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“ผลงานเอา เงินเอา ความดีตัวเองเอา ความชั่วโยนมาให้ลูกน้องหมด แล้วคนแบบนี้ก็ก้าวหน้าด้วย มันน่าช้ำใจแค่ไหน?” เสียงของไพร่พล ขัดกับวาทกรรมที่กล่าวว่า ไม่มีไพร่พลเลว มีแต่แม่ทัพนายกองเลวอย่างสิ้นเชิง
ภาวะผู้นำที่ ผบ.ตร. ให้ความสำคัญถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ ? หากนำมาใช้เป็นเกณฑ์จะมีวิธีการในการประเมินอย่างไร ?
ในขณะที่ การประเมินผลในรูปแบบ 360 องศาถูกนำมาใช้ในภาคเอกชนและภาคราชการหลายๆ แห่งนานมากแล้วและส่งผลให้ผลการปฏิบัติงานสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดความเป็นธรรมในการบริหารงานเพิ่มมากขึ้น ผู้ปฏิบัติงานมีขวัญและกำลังใจในการทำงานเพิ่มขึ้นด้วย แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเองนิสิตนักศึกษาก็มีโอกาสได้ประเมินการเรียนการสอนของอาจารย์โดยที่อาจารย์จะต้องแจ้งกลับด้วยว่าได้ปรับปรุงผลการเรียนการสอนของตนเองอย่างไรด้วย
ถึงแม้ว่าการสร้างระบบคุณธรรมในการทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งตั้งโยกย้ายในโลกของตำรวจมิใช่เรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยง่ายอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการถูกแทรกแซงจากผู้มีอำนาจภายนอกต่างๆก็ตาม หากแต่การเปิดช่องทางให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการสร้างงานในระดับพื้นที่ได้มีโอกาสบอกข้อมูลแก่ผบ.ตร.เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญอีกประการหนึ่งในการพิจารณาผู้ที่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการนั้นก็น่าจะทำให้เหล่าบรรดาไพร่พลทั้งหลายรู้สึกว่าผู้นำพยายามสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น และอาจคาดหวังไปไกลถึงขั้นที่ว่าผลการประเมินเหล่านี้อาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการคัดง้างอิทธิพลของตั๋วและตังค์ก็เป็นได้
หากเป็นเช่นนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็จะหลุดพ้นข้อหา มองเห็นแต่ความดีของคนใกล้ตัวหรือต้องทำตามที่ใครบางคนสั่งมาแต่เพียงเท่านั้น ?!?



