
มรดกโลกบนปากเหว
มรดกโลกบนปากเหว : บทบรรณาธิการประจำวันที่12มิ.ย.2556
กระบวนการปกป้องผืนป่ามรดกโลกเขาใหญ่ดูจะมีความเด่นชัดมากขึ้นเป็นลำดับ หลังจากศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม นำต้นไม้ 128 ต้น ตามชนิด ประเภท ขนาดเดียวกันหรือใกล้เคียงกันไปปลูกทดแทนในจำนวนที่เท่ากับต้นไม้ที่ถูกตัดโค่นไประหว่างขยายเส้นทางหลวงบนถนนธนะรัชต์ ระยะทางยาว 8.1 กิโลเมตร ก่อนทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ภายใน 60 วัน หลังจากแพ้คดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวบ้านจำนวน 130 ราย ร่วมกันยื่นฟ้องก่อนหน้านี้
การขยายเส้นทางขึ้นป่าเขาใหญ่นั้น มีเหตุผลหลักๆ มาจากปัญหาการจราจร ที่มีบางพวกบางฝ่ายต้องการขยายถนนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่การขยายถนนนั้นกลับไปกระทบกับระบบนิเวศ ต้นไม้นับร้อยถูกโค่นจนสภาพทางธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลง ความเป็นป่าสูญเสียอย่างที่มีชาวบ้านกับนักท่องเที่ยวที่มาพำนักในอุทยานแห่งนี้บอกว่า เมื่อปรับขยายถนนอาจไม่คุ้มค่ากับความรู้สึกและบรรยากาศความเป็นขุนเขาที่เสียไป ซึ่งในความเป็นจริงสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้มีคนเข้าไปเที่ยวมากก็เฉพาะวันหยุดติดต่อกันหลายวันเท่านั้น เสาร์ อาทิตย์ก็มีบ้างเพียงนักท่องเที่ยวประมาณหนึ่งเท่านั้น และก็ไม่ได้สร้างปัญหามากมายถึงขนาดต้องขยายถนนหักโค่นต้นไม้ทิ้งด้วย
ปัญหาของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการสร้างถนนหนทางเท่านั้น พื้นที่โดยรอบกำลังกลายเป็นแหล่งที่พักอาศัยเป็นชุมชนของคนมีเงิน จากผืนป่ากำลังกลายเป็นเมืองใหญ่ซึ่งในอนาคตอาจจะใหญ่กว่า อ.ปากช่อง เสียด้วยซ้ำ มีทั้งหมู่บ้านและคอนโดมิเนียม ที่ขยับเข้าไปปลูกสร้างใกล้กับเขตอุทยานฯ บางส่วนเป็นช่วงรอยต่อระหว่างช่องเขา ทำให้สัตว์ถูกจำกัดพื้นที่ จนกลายเป็นปัญหาขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์เหมือนเช่นผืนป่าอื่น ถ้ามองจากภาพถ่ายทางอากาศจะพบว่า รอบๆ บริเวณผืนป่าทั้งด้านถนนธนะรัชต์ที่ตรงขึ้นอุทยานฯ เหวปลากั้งเขตติดต่อกับสระบุรีและด้านเหนือของอุทยานฯ คือ หนองสาหร่าย ฝั่งเขาใหญ่ จะพบว่ามีสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
อุทยานฯ ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์พืชและสัตว์ป่าจำนวนมาก จนยูเนสโกยกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2548 กำลังลดน้อยถอยลงถูกบุกรุกถูกทำลายจากความเจริญ ไม่มีเจ้าหน้าที่ในส่วนที่รับผิดชอบสามารถเข้าไปหยุดยั้ง ความเสื่อมโทรมเริ่มตามมา ปัญหาขยะ มลพิษ กำลังปรากฏให้เห็น สัตว์ป่าถูกล่าจากพรานพื้นเมืองและต่างถิ่น ถึงแม้เจ้าหน้าที่จะดูแลได้ก็เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ด้านบนภูเขาสูง แต่พื้นที่โดยรอบซึ่งเป็นป่าต่อเนื่องกับพื้นราบกลายเป็นรีสอร์ท บ้านพักอาศัย ไปเกือบหมดสิ้น น่าเป็นห่วงคือ หากความเจริญยังคงปกคลุมโดยรอบเขาใหญ่อยู่เช่นนี้ เวลาของมรดกโลกอาจจะไม่ยืนยาว ถึงตอนนั้นคนไทยจะเสียดายมรดกทางธรรมชาติผืนนี้



