คอลัมนิสต์

สาธารณประโยชน์

สาธารณประโยชน์

10 มิ.ย. 2556

สาธารณประโยชน์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่10มิ.ย.2556


               กรณีกรมทางหลวงจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด ที่สั่งให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ปลูกต้นไม้ทดแทนจำนวน 128 ต้น บริเวณริมถนนธนะรัชต์ ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่กรมทางหลวงตัดโค่นไป โดยให้จัดหาชนิดของต้นไม้ และขนาดเท่ากับ หรือเทียบเคียงได้กับชนิดและขนาดที่ตัดโค่นไปทั้งหมด ตามที่องค์กรเอกชนได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางไปก่อนหน้านี้ ต้องถือเป็นประเด็นสำคัญยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ศาลปกครองจะได้ออกมาอธิบายความเป็นไปได้ของการดำเนินการตามที่กรมทางหลวงมีความเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติเท่านั้น หากแต่คำสั่งของศาลจะเป็นบรรทัดฐานให้ทุกองค์กรในสังคมที่อาจเกิดกรณีพิพาทเช่นว่านี้ขึ้น ได้นำไปประกอบการพิจารณาตัดสินใจได้ด้วย

               ประเด็นสำคัญประการหนึ่งก็คือ กรมทางหลวงเห็นว่า ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ตัดโค่นไปเพื่อขยายถนนทั้ง 128 ต้นนั้น เป็นไม้ที่กรมทางหลวงปลูกขึ้นในที่ของกรมทางหลวงเองและชาวบ้านก็ได้ใช้สอยประโยชน์ร่วมกันมา และการตัดไม้และขยายถนนก็อยู่ในแผนงานมาก่อนแล้ว กล่าวคือ ที่ผ่านมากรมทางหลวงก็ได้ปลูกไม้เศรษฐกิจเอาไว้ตามถนนหนทางต่างๆ ระหว่างรองบประมาณขยายถนน ซึ่งถ้าหากในอนาคตไม่สามารถตัดไม้ที่ปลูกไว้ได้ก็จะเป็นปัญหาตามมา ซึ่งนั่นก็เป็นมุมมองและความเข้าใจในเรื่องกรรมสิทธิ์และความชอบธรรม โดยที่กรมทางหลวงอาจจะไม่ได้นับรวมเอาประเด็นที่ว่าด้วยสภาพแวดล้อม ความสวยงามร่มรื่นอันเป็นที่มาของความสุขทางจิตใจสุขภาพกายของชุมชนและสาธารณประโยชน์มาพิจารณาประกอบกันไป

               ในความเป็นจริง ไม่เพียงเฉพาะแต่กรมทางหลวงเท่านั้นที่ได้ปลูกต้นไม้เอาไว้บริเวณริมทางสายต่างๆ (เพื่อรองบประมาณขยายถนน) หากแต่ถนนสายรอง ถนนในหมู่บ้านอีกนับไม่ถ้วนที่อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ปลูกต้นไม้เศรษฐกิจเอาไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ต้นสัก ประดู่ ไม้แดง สะเดา และราชพฤกษ์ ฯลฯ และเชื่อว่าในอนาคตก็จะต้องตัดฟันออก ถ้าหากองค์กรส่วนท้องถิ่นต้องการขยายถนนในทำนองเดียวกัน ขณะที่ชาวชุมชนเองที่เล็งเห็นว่า ในเมื่อต้นไม้เหล่านั้นอยู่ริมถนนก็จะต้องเป็นของส่วนรวม การกระทำการใดๆ พึงต้องเป็นไปเพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งถ้าพูดกันแบบประชดประชันก็คงว่า ต่อไปจะสร้างถนนก็ไม่ควรปลูกต้นไม้ เพราะต่อไปในอนาคตจะขยายถนนไม่ได้

               ประเด็นที่ทุกฝ่ายจะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก็คือ ขอบเขตและความหมายของคำว่า สาธารณประโยชน์ และสภาพแวดล้อมที่ทุกคนในสังคมย่อมมีสิทธิ์เต็มร้อยในการเป็นเจ้าของร่วมกัน กรณีของทางหลวงนั้น ย่อมชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นพื้นที่สาธารณะที่ไม่ใช่ว่าใครนึกจะทำอะไรก็ทำได้ หากแต่ต้องคำนึงถึงสังคมโดยรวม โดยเฉพาะการสอบถามความคิดเห็นของชุมชน เพื่อให้ทุกโครงการตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อกรมทางหลวงได้ยื่นอุทธรณ์ไปแล้ว และถ้ายังยืนกรานว่าจะไม่ถอนฟ้องหรือยุติเรื่อง ทุกฝ่ายก็จะต้องรอฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่จะตัดสินคดีออกมา และจะเป็นบรรทัดฐานให้ทุกฝ่ายยึดถือปฏิบัติต่อไปในอนาคต