คอลัมนิสต์

เสียงสะท้อนจากฝั่งซ้าย

เสียงสะท้อนจากฝั่งซ้าย

06 มิ.ย. 2556

เสียงสะท้อนจากฝั่งซ้าย : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา


              ผมเคยเขียนถึงละคร "คุณชายรัชชานนท์" ไปแล้วครั้งหนึ่ง โดยนำเหตุการณ์จริง (การเมืองของเพื่อนบ้าน) มาเปรียบเทียบกับ "เรื่องสมมุติ" ที่เขียนเป็นนิยายโดย "ซ่อนกลิ่น" และเขียนบทโทรทัศน์โดย "พิมพ์ธนา" ซึ่งการพูดถึงละครคราวนั้น ก็มิได้มีความมุ่งหมายจะจับผิดจับถูกใคร แต่ขอตั้งเป็นข้อสังเกตบางประการเท่านั้น

             ขณะที่ผมกำลังชื่นชมนางเอก "แต้ว" ณฐพร เตมีรักษ์ ที่มีความเพียรในการพูดภาษาอีสาน จนสำเนียงเสียงพูดของเธอกลายเป็น "สำเนียงแบบเวียงพูคำ" ไปแล้ว โดยผู้ชมต่างยอมรับในความสามารถของเธอ

             คืนหนึ่ง ผมสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กไปยังกัลยาณมิตรรุ่นน้องชาวลาว ถามว่า ดูละครเรื่องคุณชายรัชชานนท์บ้างไหม? นางเอกเว้าลาวเก่งนะ?

             เธอตอบกลับมาสั้นๆ แต่ทำให้ผมต้องกลับมานั่งพิจารณาเนื้อหาของละครเรื่องนี้อีกครั้ง

             "บ่ได้เบิ่ง มันใกล้การเมืองลาวโพด การเมืองลาว บ่แม่นแนวเว้าเล่น"

             ผมบอกว่า "เป็นละคร เป็นเรื่องสมมุติ ดูสนุกๆ.." เธอก็ว่า "ข้อยเข้าใจ แต่ผู้เฒ่าบ่เข้าใจ"

             คำว่า "ผู้เฒ่าบ่เข้าใจ" นั้น ผมพอเข้าใจในความรู้สึกของผู้อาวุโสชาวลาว ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 38 ปีที่แล้ว พวกเขาเป็น "ฝ่ายระบอบใหม่" ที่มีชัยเหนือ "ฝ่ายระบอบเก่า"

             เมื่อย้อนไปอ่านเรื่องย่อละครคุณชายรัชชานนท์ ก็สะดุดกับชื่อ "ตัวละคร" หลายคน ซึ่งบังเอิญคล้ายคลึงชื่อ "คนการเมือง" ทางฝั่งซ้าย

             คนแรกคือ นายพลไกสอน วงสะหวัน ผู้นำกองทัพของเวียงพูคำ มีความจงรักภักดีต่อเจ้าหลวงสุริยวงศ์ ซึ่งเจ้าหลวงผู้ครองเวียงพูคำ ถูกนายพลเซกองปฏิวัติ จนต้องหนีออกจากวังมาตั้งหลักที่หนองคาย โดยพาเจ้าสร้อยฟ้า พระธิดาพร้อมนายพลไกสอน และที่ปรึกษาชื่อแฮรี่ มาตั้งหมู่บ้านกู้ชาติชาวเวียงพูคำ

             ชื่อนายพลไกสอน ทำให้นึกเห็นชื่อวีรบุรุษของชาติลาว "ไกสอน พมวิหาน" ผู้ร่วมกับมิตรสหายจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และกองทัพประชาชนลาวต่อสู้กับรัฐบาลลาวฝ่ายขวา และกองทัพรับจ้างของสหรัฐอเมริกา จนได้รับชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเมื่อปลายปี 2518

             แม้นายพลเซกอง สะหวันนาวงส์ ผู้นำคณะปฏิวัติที่โค่นบัลลังก์เจ้าหลวงฯ ก็มีนายทหารคู่ใจชื่อ "กองแล" ดูเหมือนผู้เขียนนิยายจงใจอิงประวัติศาสตร์การเมืองบนแผ่นดินฝั่งซ้าย ยุค "ขุนศึก" ก่อการรัฐประหารเป็นว่าเล่น

             ในละครยังเขียนบทให้ "เจ้ารังสิมันตุ์" โอรสของเจ้าหลวงสุริยวงศ์กับเจ้าส่องดาว ร่วมกับ "คุณชายจุฑาเทพ" ปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นมากู้ชาติกู้ราชบัลลังก์ แถมยังเพิ่มตัวละครชื่อ "เจ้าวีระวงส์" ที่เป็นเจ้าหุ่นเชิดของนายพลเซกอง ซึ่งตอนท้ายเรื่องต้องหนีไปอยู่ชายแดนไทย เพื่อตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสู้กับรัฐบาลใหม่ของเจ้าหลวง

             ผมอาจคิดมากไปก็ได้ แต่คำแถลงในละครตอนฝ่ายราชาธิปไตยคืนสู่อำนาจ อาจทำให้คนฝั่งซ้ายไม่สบายใจนัก

             "พี่น้องประชาชนชาวเวียง นี่คือเสียงจากกองกำลังกู้ชาติเวียงพูคำ ขอประกาศให้รับทราบโดยทั่วกันว่า ทางกองกำลังกู้ชาติที่มีเจ้ารังสิมันตุ์เป็นผู้นำ ได้กอบกู้แผ่นดินเวียงพูคำจากจอมเผด็จการเซกองได้สำเร็จแล้ว เจ้าหลวงของเฮา เจ้าสุริยวงศ์ได้กลับมาปกครองแผ่นดินแล้ว นับแต่จากนี้อาณาจักรเวียงพูคำสิกลับมาสงบร่มเย็นดังเดิม"

             ผมเชื่อว่าผู้ชมชาวไทยคงปลาบปลื้มใจกับคำประกาศข้างต้น หากนึกถึง "ใจเขา-ใจเรา" ก็ต้องมีความระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้บ้าง แม้จะบอกว่า นี่เป็นเรื่องสมมุติก็ตามทีเถอะ

             ชื่อตัวละครมีมากมาย อยากตั้งชื่ออย่างไรก็ได้ มิควรจะไปตั้งล้อเลียนชื่อบุคคลสำคัญทางการเมืองของเพื่อนบ้านแบบนั้น เรื่องสมมุติก็สมมุติให้ไกลตัวเราไปบ้าง มันน่าจะเป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย

             หากเพื่อนบ้านเราสร้างละครแบบนี้บ้าง โดยมีเนื้อหาตรงตามประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงบนฝั่งซ้าย เราจะว่ากันอย่างไร? ฝากไว้ให้เป็นแง่คิดแก่ผู้สร้างละครด้วยความปรารถนาดี ไม่มีอื่นใดแอบแฝง