
นักเรียนตีกันไม่มีวันหมดไป
นักเรียนตีกันไม่มีวันหมดไป : บทบรรณาธิการประจำวันที่6มิ.ย.2556
ปัญหาสังคมกรณีเด็กนักเรียนยกพวกตีกัน มักกลายเป็นเรื่องหวือหวา หรือถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์หาทางแก้ไขในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นก็เงียบหายไป รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงและทางอ้อมก็ดูประหนึ่งว่าจะไม่ติดตามดำเนินงานให้ต่อเนื่อง กลายเป็นปัญหาที่รับรู้กันจนชินชา จะเป็นเรื่องใหญ่ก็ต่อเมื่อมีผลกระทบไปถึงบุคคลอื่น เช่น กรณีนักเรียนอาชีวะยกพวกถล่มกันแล้วลูกหลงไปถูกชาวบ้านเสียชีวิต หรือความรุนแรงถึงขั้นมากพอจะขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ล่าสุดก็เกิดเหตุร้ายที่กลุ่มนักเรียนอาชีวะที่เป็นคู่อริตามล่ากันและยิงเสียชีวิตกลางตลาดย่านสายไหม และเหยื่อผู้โชคร้ายเป็นญาติของดารานักแสดงชื่อดัง ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ตลอด เสมือนว่าปัญหาไม่เคยถูกนำมาแก้ไขเลย
มาตรการต่างๆ ที่หน่วยงานเกี่ยวข้องนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อป้องกันเหตุนักเรียนยกพวกตีกัน ส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่การป้องกัน แต่ปมปัญหาที่ลึกลงไปนั้นกลับยังไม่มีหน่วยงานใดให้ความใส่ใจในการเข้าไปแก้ที่ต้นสาเหตุ โดยเฉพาะค่านิยมเรื่องสถาบัน การปลูกฝังทัศนคติที่ผิดของรุ่นพี่ แม้กระทรวงศึกษาธิการเคยรับเป็นเจ้าภาพแต่ก็ใช้ไม้แข็งไปบังคับ โรงเรียนหรือสถาบันใดปล่อยให้มีการทะเลาะวิวาทก็จะโดนสั่งปิดชั่วคราว หนักข้อก็ถึงขั้นปิดถาวรไปเลย ขณะที่ความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นก็ยังขาดความต่อเนื่องเท่าที่ควร อย่างโครงการ "สุภาพบุรุษอาชีวะ" ที่รับเข้าไปฝึกอบรมในค่ายทหาร เคยดำเนินการเป็นเรื่องโด่งดังตอนหลังก็เงียบหาย ได้มีการติดตามผลหลังอบรมได้อย่างไรบ้างและประเมินแล้วควรเดินหน้าต่อไปหรือเปล่า เหล่านี้ก็ไม่มีความชัดเจน
ส่วนตำรวจก็มีการเฝ้าระวังทำตามหน้าที่ โดยก่อนเปิดเทอมก็ให้ข้อมูลจากสถิติ 3 ปีที่ผ่านมาพบ 3 เป้าหมายที่เกิดเหตุบ่อยครั้ง 1.คันนายาว-ดอนเมือง ต่อเนื่องลำลูกกา-ปทุมธานี 2.ด้านใต้ กทม. มีนบุรี-บางนา เชื่อมต่อปากน้ำ สำโรง บางพลี 3.บางแค-ภาษีเจริญ โดยจุดที่พบว่ามีการก่อเหตุมากที่สุด คือ ป้ายรถโดยสารประจำทาง หน้าตลาด ห้างสรรพสินค้า และหลังเปิดภาคเรียนประมาณ 1 เดือน และเดือนกรกฎาคม จะมีสถิติสูงสุด และจะลดลงช่วงเดือนตุลาคม-กันยายน และจะเพิ่มขึ้นอีกในเดือนพฤศจิกายน สิ่งที่ตำรวจทำได้คือ เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังมากขึ้น โดยประสานกับสถานศึกษา ในการจัดสารวัตรโรงเรียนคอยดูแล และประสานร้านค้าห้างสรรพสินค้าใกล้เคียงคอยสอดส่องดูแล แต่ก็ไม่สามารถป้องกันเหตุนักเรียนตีกันได้
ปัญหานี้เป็นเรื่องพฤติกรรมความรุนแรงของเยาวชน และดูท่าจะขยายวงกว้างออกไปไม่เฉพาะแต่นักเรียนอาชีวะเท่านั้น แต่เหล่านักเรียนขาสั้นก็มีการยกพวกตีกัน และลามไปสู่การใช้อาวุธทั้งมีดและปืน ทำให้ความรุนแรงความสูญเสียมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นทุกภาคส่วนของสังคมต้องหันกลับมาให้ความสำคัญในการแก้ไข อาจจะต้องถึงขั้นพิจารณาว่า กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพได้จริงเพียงใด นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐและสถาบันศึกษา รวมไปถึงสถาบันครอบครัว ที่มีหน้าที่โดยตรงและใกล้ชิด ต้องเข้าใจปัญหา ต้องเข้าให้ถึงปัญหา รวมทั้งเข้าใจโลกของเยาวชน รู้หลักด้านจิตวิทยาที่จะชี้นำไปในเส้นทางที่ถูกต้อง อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เป็นโรคลักปิดลักเปิด ผลุบๆ โผล่ๆ ทำแบบลูบหน้าปะจมูก จนสังคมชาชินว่า นักเรียนนักเลงแก้ยังไงก็ไม่มีวันหมด



