คอลัมนิสต์

ปุจฉา...การบริหารงานตำรวจ?

ปุจฉา...การบริหารงานตำรวจ?

05 มิ.ย. 2556

ปุจฉา...การบริหารงานตำรวจ? : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข


            "น้ำตาตกใน" นายตำรวจใหญ่พูดถึงความรู้สึกต่อประเด็น "ทำไมตำรวจจึงสีดำ?" เสริมด้วยคำพูดว่า "จริงของอาจารย์นะ...คนที่ทำงานในวงการยุติธรรมกลับไม่ได้รับความยุติธรรมในการทำงานของตนเอง แล้วจะไปสร้างความยุติธรรมให้คนอื่นๆ ได้อย่างไร?" ผมชอบใจจริงๆ ที่อาจารย์บอกว่า "ตำรวจพูดถึงนายของเขาว่า...เขาไม่ได้ขออะไรจากนายมาก เขาขอเพียงให้นายทำตัวเป็นเชือกเส้นเล็กๆ ให้เขาได้พิงยามที่เขาโดนรุกไล่...มัน สะเทือนใจจริงๆ"

            ใครมีนายดีก็โชคดีไป แต่คำว่า “นายดี” ของลูกน้องก็มีความหมายแตกต่างกันไป บ่อยครั้งนายที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแรงกล้าในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขกลับกลายเป็นคนที่ลูกน้องวิ่งหนีไม่อยากร่วมงาน (หนัก)? โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายที่ไม่มีอำนาจวาสนาที่จะช่วยวิ่งเต้นหาตั๋วให้ได้ยิ่งอาจไม่ได้รับความสนใจที่จะมาดูแล (ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมาร่วมทำงานอย่างทุ่มเท)

            นโยบาย "สร้างคนให้เป็นผู้นำ" ของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเป็นนโยบายที่สมควรอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายสมควรให้การสนับสนุนสานต่อให้ความฝันกลายเป็นความจริงให้จงได้ หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างคนและพัฒนาคนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่น สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ สำนักงานกำลังพล โรงเรียนนายร้อยตำรวจ กองบัญชาการศึกษา รวมถึงศูนย์ฝึกอบรมต่างๆ ต้องทุ่มเทอย่างสุดกำลัง เปิดใจให้กว้าง ลดอคติ หลุดให้พ้นจาก “วัฒนธรรมงานกูผลงานของกูความคิดของกู (ดีกว่าคนอื่น)” เพื่อขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในรูปแบบทำงานเป็นทีมบูรณาการอย่างเป็นระบบ ไปพร้อมๆ กันโดยมุ่งหวังพัฒนาสมรรถนะของกำลังพลที่มีประสิทธิภาพ เพราะยุทธศาสตร์ในเรื่องการเตรียมความพร้อมในการเป็น “นายตำรวจที่มีภาวะผู้นำที่ดี" เป็นหัวใจที่จะสามารถแก้ไขวิกฤติการเสื่อมศรัทธาที่ประชาชนมีต่อตำรวจได้

            การให้ความสำคัญต่อจุดเริ่มต้นซึ่งถือเป็นก้าวแรกของผู้ที่จะก้าวไปสู่การเป็นนาย (ตำรวจสัญญาบัตร) ที่จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะทำงานอย่างคนที่พร้อมจะเป็นผู้นำในบทของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์พึงเป็น! หากการคัดเลือกคนมาเป็นนายไม่มีประสิทธิภาพก็จะเป็นภาระอย่างมากต่อการฝึกอบรมและพัฒนาซึ่งในบางคุณสมบัตินั้นการฝึกอบรมไม่สามารถแก้ไขได้ยกตัวอย่างเช่น พฤติกรรมไร้วินัยไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการฝึกอบรม เป็นต้น

            หลักคิดแบบประชานิยมไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกนำมาใช้ในการบริหารงานตำรวจ หากกระบวนการสร้างความพอใจนั้นย้อนกลับมาทำร้ายองค์กรตำรวจในระดับโครงสร้างการบริหารจัดการและวัฒนธรรมการทำงาน

            กลุ่มบุคคลที่ทำงานแบบพอผ่านจ้องแต่จะหาวิธีการย้ายตัวเองไปสู่ตำแหน่งหน้าที่ที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่ตน ใกล้ชิดนายที่มีอำนาจวาสนาหรือบางกลุ่มอาจหาญถึงขั้นละทิ้งงานรวมกลุ่มกันนั่งรถตู้เพื่อไป "ติวข้อสอบ" ตามสถาบันต่างๆ ในเวลางานโดยไม่สนใจว่าเพื่อนตำรวจด้วยกันจะต้องรับภาระงานที่หนักมากขึ้นจากการทิ้งงานของตนเองหรือจะมีใครได้รับผลกระทบจากการทิ้งงานหรือไม่?...สมควรหรือที่จะได้ก้าวขึ้นไปเป็น “นายตำรวจ” ? แค่ก้าวแรกก็ก้าวผิดแล้วก้าวต่อไปยิ่งไม่ต้องพูดถึง...พฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าขาดความรับผิดชอบ ไม่มีวินัยแต่ได้เป็นนายตำรวจนั้นจะทำให้ไพร่พลที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานจนไม่มีเวลาไป “ติว” เสียขวัญและกำลังใจเพียงใด? ในอนาคตจะมีแม่ทัพนายกองเลวจะเต็มไปหมด?

            มิใช่ไม่อยากเห็นตำรวจระดับไพร่พลมีความก้าวหน้า หากแต่ต้องการตั้งคำถามว่าการใช้วิธีการสอบคัดเลือก การปล่อยปละละเลยให้กลุ่มคนที่ขาดความรับผิดชอบ ละทิ้งงาน และ "ระบบการติว" รวมถึงการอบรมระยะสั้นๆ นั้นจะมีพลังเพียงพอในการสร้างตำรวจสีขาวที่สามารถทนทานกับการแต่งแต้มสีดำจากโลกการทำงานได้จริงหรือ? ในเมื่อวินัยขั้นพื้นฐานง่ายๆ ยังสอบไม่ผ่านแล้วเรื่องที่จะต้องหักห้ามใจเพื่อให้บรรลุอุดมคติตำรวจนั้นจะทำได้อย่างไร?...แค่อุดมคติข้อแรกที่ง่ายที่สุดคือ "เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่" ก็ไม่ผ่านเสียแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้นคนที่ตั้งใจมุ่งมั่นทุ่มเทมีความรับผิดชอบในการทำงานซึ่งจะมีสถานะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของคนเหล่านี้...จะถามหาความเป็นธรรมได้จากใคร?

            คนขยันทุ่มเททำงานยังคงเป็นตำรวจชั้นประทวนโดยมีนายที่ไร้ความรับผิดชอบ? ไร้ประสบการณ์และไร้วินัย?

            อย่าลืมว่าคนที่ทำข้อสอบได้เพราะการติวข้อสอบนั้นเป็นคนละเรื่องกันกับผู้ที่มีความสามารถทางปัญญา...การทำลายมนต์ขลังของการได้ดาวมาประดับบ่าอย่างสมเกียรตินั้นถือเป็นการทำร้ายองค์กรตำรวจอย่างมหันต์

            ท้ายที่สุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเต็มไปด้วยนายตำรวจที่เห็นแก่ตัว...ทำทุกอย่างเพื่อตัวเองและไร้วินัย!!!ทีนี้จะไม่ใช่แค่น้ำตาตกใน แต่อาจจะ กระอักเลือดเลยด้วยซ้ำ!!!