คอลัมนิสต์

ปืน อำนาจ ความขลาด ? 
ชีวิตไร้คุณภาพในโลกของตำรวจ

ปืน อำนาจ ความขลาด ? ชีวิตไร้คุณภาพในโลกของตำรวจ

28 ม.ค. 2552

ประสบการณ์ทำให้รู้ว่าพวกเราอยู่ในภาวะเสียเปรียบและ “กลายเป็นเป้า” รถเก๋งส่วนตัวสามคันขับด้วยความเร็วสูง ทิ้งช่วงห่างกันพอไม่ให้รู้สึกว่าผิดปกติ เมื่อใกล้ถึงจุดนัดพบ เราลดความเร็วลง ปิดไฟหน้ารถ การทำให้เงียบ

 แลดูธรรมชาติที่สุด จะทำให้เราปลอดภัยที่สุดเช่นกัน เสียงสารวัตรผ่านเข้ามาทางโทรศัพท์ “ระวังตัวด้วย มันรู้ตัวแล้ว” กระตุ้นให้นายสิบตำรวจที่นั่งด้านหน้าคู่กับดิฉันเตรียมอาวุธและพูดขึ้นว่า “นี่เรามาล่อให้มันยิงเราหรือไง”
 นายตำรวจชั้นประทวนมีสถานะเป็นนักศึกษาปริญญาโท เขาเป็นนายตำรวจเพียงนายเดียวที่สวมเสื้อเกราะเขาบอกว่า “ถ้าอยากปลอดภัยต้องลงทุนซื้อเอง” บ่อยครั้งที่เขาแสดงทัศนะว่าดิฉันไม่ฉลาดเลยที่เลือกมาทำงานวิจัยเสี่ยงๆ เช่นนี้แทนการอ่านหนังสือเตรียมการสอนอยู่ในมหาวิทยาลัย ด้วยวิธีคิดเช่นนี้จึงไม่แปลกนักที่ดิฉันมักจะเห็นเขาหลบเลี่ยงเสมอๆ เมื่อมีงานเสี่ยงๆ เข้ามา งานเสี่ยงสูงในขณะที่มีค่าตอบแทนในระบบที่น้อยนิด การรับรู้ว่าองค์กรไม่ได้เอื้ออาทร ห่วงใยในความปลอดภัย ไม่ได้คำนึงถึงสวัสดิภาพและความมั่นคงของคนในองค์กรเท่าไหร่นักเป็นความรู้สึกร่วมกันของข้าราชการตำรวจไทย ตำรวจนายหนึ่งเล่าว่า “ตอนที่ผมเข้าโรงพยาบาล ผมคลานเข้าห้องน้ำ ผมคิดนะ ผมคิดว่าผมทำทำไม ในที่สุดแล้ว ผมก็ไม่มีใคร มีแต่เมียผม ลูกผม” 
 เกือบ 10 วันที่เราขยายผล ต่องานมาเรื่อยๆ ทุกคนเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย งานต่อเนื่องต้องทำอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงสูง ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ขยายผลไปเรื่อยๆ แผนที่เครือข่ายกว้าง ลึก และซับซ้อนมากขึ้น หากแต่มีเสียงที่คิดต่างของนายตำรวจอีกกลุ่มหนึ่งว่า “ทำงานยาเสพติด ถ้าต่อเรื่อยๆ อย่างนี้ มันก็ไม่มีทางได้หยุดหรอก คนเรามันก็ต้องพักกันบ้าง ทำแล้วได้อะไรขึ้นมาบ้างล่ะ? ตำรวจบางคนยังมีคดีอยู่ที่ศาลเลย แถมซ้ำยังโดนใส่ร้ายจากคนสีเดียวกันอีก”
 “เข้มมาก ตึงมากไม่ได้ เราให้เขาทำงานหนัก ทำงานเสี่ยง แล้วเราให้อะไรเขาได้บ้าง ต้องคิดด้วย ทุกคนมีครอบครัว จะให้เขามาทุ่มเทโดยที่เขาไม่ได้อะไรเลยมันไม่ได้ เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ใจ ถ้าเขาไม่ทุ่มเททำ จะไปบังคับก็ไม่ได้” หากทำดีแล้วได้ดี เมื่อไม่ทำดีจะลงโทษคงไม่แปลก แต่ถ้าทำดีก็ไม่ได้ดี เมื่อไม่ทำจะให้ลงโทษนั้น เป็นบริบทการทำงานที่สร้างความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อให้แก่ผู้บังคับบัญชาระดับต้นเกินกว่าจะบังคับฝืนใจผู้ใต้บังคับบัญชา หน้าที่และความรับผิดชอบในการทำงานจึงลดสถานะลงเหลือเพียงความสมัครใจและความมันเฉพาะบุคคลมากกว่าที่จะเป็นไปตามหลักการวิเคราะห์งานตามทฤษฎีที่สอนกันในรั้วมหาวิทยาลัยหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  ในขณะที่ปริมาณและระดับความรุนแรงของคดีอาชญากรรมสะท้อน “ฝีมือตำรวจ” นั้น ปรากฏการณ์การพกและใช้ปืนของตำรวจก็แสดงถึง “ภาวะไร้อำนาจของตำรวจ” เช่นกัน การจับจ้องว่าตำรวจหัวหน้าหน่วยแต่ละยุคแต่ละสมัยเป็นใครนั้น มิได้มีขอบเขตเฉพาะข้าราชการตำรวจ แต่รวมไปถึงกลุ่มผู้กระทำผิดด้วย “ยุคนี้ไม่น่ากลัวหรอก ต่อรองพูดคุยกันได้” 
 “อย่าลืมนะ ปกติแล้ว โจรน่ะเห็นตำรวจต้องหนีแล้วนะ นี่มันไม่หนี แถมซ้ำเราต้องพกปืน ระวัง เตรียมยิงอีก แสดงว่าอะไรล่ะ?” รองผู้บังคับการตำรวจฝีมือดีย้อนถามดิฉันในระหว่างที่เราสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการบริหาร “สาย” กัน คงมีเพียงผู้นำองค์กรตำรวจเท่านั้นที่จะทำให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยและสนุกในการทำงานพิทักษ์สันติราษฎร์ของตำรวจไทยกลับคืนมา ? มิใช่เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของคนในองค์การเท่านั้นแต่ส่งผลต่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนด้วย

 

 ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

 [email protected]