
สถานการณ์เปรียบเทียบ : เงื่อนไขประชาชาติ เงื่อนไขประชาธิปไตย (1)
สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เริ่มปะทุขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ 4 มกราคม 2544 และสืบเนื่องติดต่อมาถึงทุกวันนี้ ถึงแม้จะเป็นสถานการณ์ที่มีบางด้านที่คล้ายคลึงกับอดีตโดยเฉพาะด้านการต่อสู้กับ พคท. แต่ก็มีบางด้านและเป็นด้านหลักที่ไม่เคยเกิดขึ้นมา
ในการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์นั้น ระยะแรกทางหน่วยงานราชการของไทยก็เกิดความสับสนอันนำไปสู่การดำเนินการที่ผิดพลาดทั้งระดับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จนเมื่อเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องแล้วปรับแนวทางการแก้ปัญหาเสียใหม่ ปัญหาจึงคลี่คลายลง
ในช่วงแรกของการเคลื่อนไหวติดอาวุธในอดีต คอมมิวนิสต์ไทยพยายามชูเงื่อนไขในการทำสงครามประชาชนว่าด้านหนึ่งมาจากการที่อเมริกามายึดครองประเทศไทย อันเป็น “เงื่อนไขประชาชาติ” ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือความไม่เป็นประชาธิปไตยของไทย อันเป็น “เงื่อนไขประชาธิปไตย” แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถเดินตามเงื่อนไขแรกเพราะขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ปรากฏ การเคลื่อนไหวต่อมาจึงชูเพียง “เงื่อนไขประชาธิปไตย” เพียงอย่างเดียว
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ขอยกตัวอย่างจากประเทศเวียดนาม ฝ่ายคอมมิวนิสต์ประสบความสำเร็จในการชู “เงื่อนไขประชาชาติ” คือการถูกยึดครองจากอเมริกาและ “เงื่อนไขประชาธิปไตย” คือความไม่เป็นประชาธิปไตยซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริง ทำให้เกิดผลอย่างสำคัญต่อแนวทางการใช้อาวุธของฝ่ายคอมมิวนิสต์
ในความหมายของเงื่อนไขประชาชาติ คือประเทศถูกยึดครองจากต่างชาติ จึงเป็นหน้าที่ของคนในชาติที่จะต้องร่วมมือกันต่อสู้ขับไล่ ความสูญเสียจึงย่อมเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคนไม่เลือกเพศเลือกวัย สงครามเวียดนามจึงรุนแรงและไร้ขอบเขต ทั้งในชนบทและในเมือง แม้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการต่อสู้จะประสบความสูญเสีย แต่ก็ไม่ส่งผลทางลบต่อแนวทางการต่อสู้ เพราะบ้านเมืองอยู่ในสงครามที่ประชาชนต้องยอมรับความยากลำบากและความสูญเสียเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราช
แต่เนื่องจากคอมมิวนิสต์ไทยไม่ประสบความสำเร็จในการชูเงื่อนไขนี้ จึงมีเพียงเงื่อนไขประชาธิปไตยเท่านั้น ทำให้ขอบเขตและความรุนแรงในการต่อสู้มีข้อจำกัดเพื่อมิให้เสียงานการเมือง ดังนั้น การต่อสู้ด้วยอาวุธส่วนใหญ่จึงจำกัดอยู่เฉพาะในเขตป่าเขา และในที่สุดเมื่อฝ่ายรัฐบาลยอมรับความไม่เป็นประชาธิปไตยและเสนอแนวทางในการสร้างประชาธิปไตยด้วยสันติวิธี แนวทางหลั่งเลือดของคอมมิวนิสต์ไทยจึงถูกปฏิเสธจากมวลชนในที่สุด
ซึ่งสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบันนั้น มีความล่อแหลมต่อทั้ง 2 เงื่อนไข เนื่องจากความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน ทำให้ง่ายต่อการชูประเด็น “ถูกต่างชาติยึดครอง” เป็น “เงื่อนไขประชาชาติ” ขณะที่ความไม่เป็นธรรมทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมก็ง่ายต่อ “เงื่อนไขประชาธิปไตย”
ในอดีตที่ผ่านมาครั้งยุคสงครามเย็น ฝ่ายผู้ก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ประสบความสำเร็จระดับยุทธศาสตร์ในการชูเงื่อนไขทั้งสองนี้ทำให้ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากประชาชนในพื้นที่ แต่ที่ไม่สามารถประสบความสำเร็จตามเป้าหมายแบ่งแยกดินแดนก็สืบเนื่องจากความผิดพลาดทางยุทธวิธีโดยใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบทและพื้นที่ป่าเขาเป็นมาตรการชี้ขาด เช่นเดียวกับยุทธวิธีของคอมมิวนิสต์ไทย “ชนบทล้อมเมือง”การเคลื่อนไหวครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2544 จึงแก้ไขจุดอ่อนดังกล่าวด้วยการปรับปรุงยุทธวิธีการใช้อาวุธเสียใหม่จาก “การก่อการร้ายในป่า”ให้เป็น “การก่อการร้ายในเมือง”
การก่อการร้ายในเมืองนับเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย ซึ่งทางราชการรวมทั้งฝ่ายทหารก็ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เพราะในสมัยสู้รบกับคอมมิวนิสต์ไทยนั้นมีเพียงการก่อการร้ายในชนบทและพื้นที่ป่าเขาเท่านั้น
พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์



