คอลัมนิสต์

การเมืองเพื่อประชาชน

การเมืองเพื่อประชาชน

08 มิ.ย. 2552

ข่าวเกี่ยวกับโครงการต่างๆ มีมูลค่าเป็นพันๆ หรือหมื่นๆ ล้านบาท ควบคุมโดยนักการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาล ความขัดแย้งเนื่องจากไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ได้นำไปสู่ปฏิกริยาด้านลบ สร้างความไม่มั่นใจให้ภาคประชาชนว่าความแตกร้าวจะเปิดช่องให้มีการทุ่มทรัพยากร

ประชาชนได้เห็นความขัดแย้งตลอดมา เป็นไปอย่างเปิดเผย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองอย่างเต็มที่ แต่เป็นการมุ่งแสวงหาผลประโยชน์อย่างซึ่งหน้า ไม่ตะขิดตะขวงใจ หรือเกรงใจประชาชนคนเสียภาษีแม้แต่น้อย เมื่อเกิดความผิดหวัง ก็ส่งสัญญาณของความไม่พอใจ โดยอ้างผลกระทบที่ประชาชนจะได้รับ แต่เป็นคำพูดจากปากคนซึ่งไร้ความน่าเชื่อถือ มีประวัติด่างพร้อย และพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ

 การเมืองปัจจุบันยังเป็นเรื่องของตัวแทนผลประโยชน์ กลุ่มนักการเมืองซึ่งถูกห้ามมีกิจกรรมทางการเมืองโดยศาลรัฐธรรมนูญ หาได้คำนึงถึงกระแสความคิดของประชาชน แต่ได้เปลี่ยนบทบาทของตัวเองเป็นผู้กำกับบทบาท สั่งการอยู่เบื้องหลังนักการเมืองตัวแทนซึ่งถูกส่งมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่อต่อรอง แสวงหาผลประโยชน์ แลกกับการสนับสนุนให้รัฐบาลผสมยังคงเสียงข้างมากในสภา และสภาพของการเมืองเช่นนี้จะเป็นไปอีกนาน ถ้าเกิดการประสานผลประโยชน์ลงตัว มีทุนสำหรับการต่อสู้ในการเลือกตั้งเพื่อกุมอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะมุ่งเน้นการได้เสียงข้างมากหรือยังคงเป็นรัฐบาลผสมก็ตาม เพราะถึงอย่างไรก็ร่วมมือกันได้จากผลประโยชน์มหาศาลนั่นเอง

 การเมืองเพื่อประชาชนยังอยู่ห่างไกล ตราบใดที่นักการเมืองส่วนหนึ่งยังขาดจิตสำนึกในการรับใช้บ้านเมือง ไร้ยางอาย เห็นประชาชนเป็นเพียงเหยื่อของการล่อลวงให้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเปิดช่องให้ตัวเองเข้าไปกุมอำนาจรัฐเพื่อแสวงหาความร่ำรวยเท่านั้น เพราะกลไกการตรวจสอบขององค์กร และหน่วยงานของรัฐยังไม่เข้มแข็ง กระบวนการยุติธรรมระดับล่างและระดับกลางยังขาดความน่าเชื่อถือ ถูกการเมืองครอบงำ และผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญยังทนต่ออามิสสินจ้างไม่ได้ ยอมเป็นผู้ละเลยต่อหน้าที่ และทรยศต่อคำมั่นต่อสถาบันสำคัญของชาติ ทำให้ทิศทางของอนาคตบ้านเมืองมืดมน เพราะการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมนั่นเอง

 ประชาชนมีทางเลือกอื่นๆ หรือไม่ เพราะนักการเมืองที่เสนอตัวมาให้เลือกนั้นล้วนเป็นกลุ่มเดิม หรือใกล้ชิดกับกลุ่มต้องห้าม เป็นเครือข่ายของผลประโยชน์และการเมืองไทยใช้เงินเป็นกำลังสำคัญในการทุ่มสร้างคะแนนเสียง จนถึงการซื้อเสียง ไม่ว่าจะเป็นวิธีตรงหรือแบบอ้อมๆ ก็ตาม โอกาสที่ประชาชนส่วนหนึ่งจะรับรู้ระบบการเมืองเกี่ยวโยงผลประโยชน์คงต้องใช้เวลานาน ตราบใดที่การปฏิรูปการศึกษายังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะนักการเมืองไม่ต้องการให้ประชาชนฉลาดรู้ทันนั่นเอง

 สัปดาห์นี้คงได้เห็นการต่อรองผลประโยชน์เมื่อสภาได้ถกเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จากนั้นจะมีเรื่องงบประมาณ ซึ่งพรรคการเมืองต้องช่วงชิงเงินก้อนใหญ่เพื่อกระทรวงของตัวเอง ดังนั้นท่าทีของทุกพรรครวมทั้งนายกรัฐมนตรีจึงเป็นประเด็นที่ถูกเฝ้ามอง ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มมีท่าทียอมรับโครงการรถเมล์เอ็นจีวี ไม่ว่าจะเช่าหรือซื้อก็ตาม หลังจากสภาพัฒน์ชี้ขาดความเป็นไปได้ของโครงการ และโครงการนี้จะเป็นตัวตัดสินจุดยืนของหัวหน้ารัฐบาลนี้ในที่สุด