คอลัมนิสต์

สหรัฐบีบผู้บริโภคไทยกินสารเร่งเนื้อแดง

สหรัฐบีบผู้บริโภคไทยกินสารเร่งเนื้อแดง

03 มิ.ย. 2556

สหรัฐบีบผู้บริโภคไทยกินสารเร่งเนื้อแดง : กระดานความคิด โดยสมคิด เรืองณรงค์


               ประเทศไทยให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยในอาหารและสุขอนามัยที่ดีของผู้บริโภคมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ (Beta - agonist) ผสมในอาหารสัตว์ทุกตัว เพราะสารดังกล่าว แม้จะสามารถ "เร่งเนื้อแดง" ได้ โดยช่วยเพิ่มปริมาณเนื้อแดงและลดไขมันในเนื้อสัตว์ลง แต่ก็มีโทษทั้งต่อสัตว์และมนุษย์ ยิ่งถ้าใช้เกินขนาดจะทำให้สัตว์อยู่ในสภาพถูกทรมาน เพราะสารเร่งเนื้อแดงมีฤทธิ์กระตุ้นทั้งสมองและระบบไหลเวียนโลหิต   

               เมื่อสารเหล่านี้ (โดยเฉพาะเคลนบูเตอรอลและซาลบูตามอล) ตกค้างในเนื้อสัตว์และมนุษย์บริโภคเข้าไปก็จะเกิดอาการใจสั่น นอนไม่หลับ ซึ่งไทยเราก็ประกาศห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมในอาหารสัตว์อย่างเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2542 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับสหภาพยุโรปและอีกหลายๆ ประเทศที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหาร

               ฟากสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่สามารถใช้สารเร่งเนื้อแดงได้อย่างถูกกฎหมาย หรือจะกล่าวว่า เนื้อสุกรของสหรัฐทั้ง 100% มีสารเร่งเนื้อแดงนั้นก็คงไม่ผิด โดยสหรัฐพยายามผลักดันให้ทั่วโลกยอมรับสารเร่งเนื้อแดงดังเช่นที่ประเทศของตนอนุญาตให้ใช้ พร้อมเปิดตัวสารเร่งเนื้อแดงตัวใหม่คือ แร็คโตปามีน (Ractopamine)ซึ่งสหภาพยุโรปไม่ให้การยอมรับ ส่วนประเทศไทยก็ยังคงยืนยัน ห้ามใช้สารในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ผสมในอาหารสัตว์ทุกตัว (รวมทั้งแร็คโตปามีน) ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยเช่นกัน โดยกรมปศุสัตว์ไม่อนุญาตให้นำไปผสมในอาหารสัตว์ เนื่องจากยาตัวนี้อยู่ในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ เช่นเดียวกับ ซาลบูตามอล และเคลนบูเตอรอล

               ขณะที่สหรัฐก็ไม่ละความพยายามที่จะผลักดัน และในที่สุดองค์กรสากลที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานอาหาร หรือ โคเด็กซ์(Codex) มีมติยอมให้มีการกำหนดปริมาณที่ยอมรับได้ (Maxima Residual Limit หรือ MRL) ของแร็คโตปามีน ในการประชุมที่กรุงโรม อิตาลี ระหว่างวันที่ 2-7 กรกฎาคม 2555 ด้วยคะแนนเสียงที่ชนะอย่างหวุดหวิด 69 ต่อ 67 ประเทศ

               ข่าวร้ายสุดๆ ก็คือ ขณะนี้สหรัฐกำลังพยายามส่ง “สารเร่งเนื้อแดงตัวใหม่” มายังผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการบีบบังคับทุกวิถีทางให้รัฐบาลไทยเปิดนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ โดยสหรัฐน่าจะมุ่งหวังประโยชน์หลายด้านจากการกระทำเช่นนี้ในหลายประเทศ

               1.หากนานาประเทศยอมรับสารเร่งเนื้อแดงแร็คโตปามีน จะทำให้สหรัฐทำรายได้จากยอดจำหน่ายสารดังกล่าวมหาศาล เพราะเป็นที่ทราบกันว่า การเพิ่มเนื้อแดงเท่ากับเพิ่มรายได้ เกษตรกรที่มองข้ามความปลอดภัยของผู้บริโภคจะอ้าแขนรับสารตัวนี้ทันที

               2.ประโยชน์จากการขายเนื้อสุกรเหลือรับประทานในประเทศสหรัฐ เนื่องจากชิ้นส่วน หัว ขา และเครื่องในสุกร ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในสหรัฐ เรียกว่าขายในสหรัฐไม่ได้ ดังนั้นการผลักชิ้นส่วนเหล่านี้ออกนอกประเทศ เท่ากับเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าที่คนสหรัฐไม่ต้องการ

               3.การอุดหนุนผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐ ทำให้ราคาต้นทุนการผลิตต่ำ สามารถส่งไปตีตลาดเนื้อสุกรได้ประเทศต่างได้มากมาย และยังมีอานุภาพทำลายล้างเกษตรกรรายย่อย รายกลางในประเทศนั้นๆได้อย่างราบคาบ ซึ่งเท่ากับเปิดตลาดขนาดมหึมาแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐ ดังเช่น เวียดนามและฟิลิปปินส์ ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต้องเลิกกิจการฟาร์มสุกรไป เนื่องจากไม่สามารถสู้ราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตได้

               4.ผลการโหวตจากเวทีโคเด็กซ์ ทำให้สหรัฐใช้เป็นแต้มต่อในการต่อรองผลประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากกับประเทศคู่ค้า เช่น การตัดจีเอสพี การกลั่นแกล้งเรื่องกีดกันการค้าในรูปแบบต่างๆ

               พฤติกรรมเหล่านี้ สะท้อนความเห็นแก่ตัวของมหาอำนาจชาติตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของนประเทศใหญ่ๆ หลายประเทศ ทั้งสหภาพยุโรป (อียู) จีน รัสเซีย ซึ่งล้วนไม่เห็นด้วยและปฏิเสธการใช้ไปแล้ว

               หากประเทศไทยคิดจะปกป้องผู้บริโภคภายในประเทศก็สามารถใช้เหตุผลของประเทศใหญ่ๆ เหล่านี้อ้างได้ และควรหยิบยกเหตุผลความกังวลด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค (Safety Concern) มาเป็นประเด็นหลักในการปฏิเสธ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จงใจขัดต่อมติ Codex แต่เป็นเรื่องที่ประเทศของเราให้ความสำคัญมาโดยตลอด และรณรงค์ป้องปรามให้ไทยปลอดสารเร่งเนื้อแดงมานานกว่าทศวรรษ

               เร็วๆ นี้ กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรคงเดินทางเข้าพบท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อคัดค้านการเปิดตลาดสุกรให้สหรัฐ ด้วยความเป็นห่วงในอาชีพและห่วงใยสุขอนามัยผู้บริโภค อันที่จริงถ้าเป็นไปได้ ผมเองในฐานะผู้บริโภคก็อยากจะร่วมขบวนบอกกล่าวถึงท่านนายกฯ ด้วยว่า... โปรดอย่าปล่อยให้สหรัฐมีอิทธิพลเหนือความปลอดภัยทางอาหารของคนไทย อย่าปล่อยให้ผู้บริโภคชาวไทยต้องเสี่ยงต่อการได้รับสารเร่งเนื้อแดงเลยครับ